|
ต่อไปนี้เป็นการเจริญสมถะและวิปัสสนาอย่างง่ายๆ
ประจำวัน ซึ่งควรจะได้ทำบ่อยๆ ทำเนืองๆ ทำให้มากๆ ทำจนจิตเป็นอารมณ์แนบแน่น
ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด คือไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง
หรือนอน ก็คิดไคร่ครวญถึงความเป็นจริง ๔ ประการ ดังต่อไปนี้
หากทำแล้วพระพุทธองค์ตรัสว่า "จิตของผู้นั้นไม่ห่างจากวิปัสสนา
และเป็นผู้ที่ไม่ห่างจากมรรคผลนิพพาน" คือ
(๑)
มีจิตใครครวญถึงมรณัสสติกรรมฐาน หรือมรณานุสสติกรรมฐาน
ซึ่งก็คือการใคร่ครวญถึงความตายเป็นอารมณ์ อันความมรณะนั้นเป็นกรรมอันยิ่งใหญ่ที่ไม่ใครสามารถที่จะเอาชนะได้
แม้แต่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งทรงบรรลุถึงพระธรรมอันยิ่งใหญ่ที่ไม่ตาย
แต่ก็ยังต้องทอดทิ้งพระสรีระร่างกายไว้ในโลก การระลึกถึงความตายจึงเป็นการเตือนสติให้ตื่น
รีบพากเพียรชำระจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์ก่อนที่ความตายจะมาถึง
พระพุทธองค์ตรัวสรรเสริญมรณัสสติว่า "มรณัสสติ
(การระลึกถึงความตาย) อันบุคคลทำให้มากแล้วย่อมมีผลใหญ่
มีอานิสงส์ใหญ่ หยั่งลงสู่พระนิพพานเป็นที่สุด ฯลฯ"
อันมรณัสสติกรรมฐานนั้น แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและพระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย
ซึ่งแม้จะได้บรรลุมรรคผลแล้ว ก็ยังไม่ยอมละ เพราะยังทรงอารมณ์มรณัสสตินี้ควบคู่ไปกับวิปัสสนา
เพื่อความอยู่เป็นสุข ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระอานนท์ว่า
"ตถาคตนึกถึงความตายอยู่ทุกลมหายใจเข้าและออก
ฯลฯ"
มรณัสสติกรรมฐานนั้น
โดยปกติเป็นกรรมฐานของผู้ที่มีพุทธจริต คือคนที่ฉลาด
การใคร่ครวญถึงความตายเป็นอารมณ์ ก็คือการพิจารณาถึงความเป็นจริงที่ว่า
ไม่ว่าคนและสัตว์ทั้งหลาย เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ย่อมเจริญวัยเป็นหนุ่มสาว
เฒ่าแก่แล้วก็ตายไปในที่สุด ไม่อาจจะล่วงพ้นไปได้ทุกผู้คน
ไม่ว่าจะเป็นคนยาก ดี มี จน เด็ก หนุ่ม สาว เฒ่าแก่
สูง ต่ำ เหลื่อมล้ำกันด้วยฐานันดรศักดิ์อย่างใด ในที่สุดก็ทันกันและเสมอกันด้วยความตาย
ผู้ที่คิดถึงความตายนั้น เป็นผู้ที่ไม่ประมาทในชีวิต
ไม่มัวเมาในชีวิต เพราะคิดถึงแล้วย่อมเร่งกระทำความดีและบุญกุศล
เกรงกลัวต่อบาปกรรมที่จะติดตามไปในภพชาติหน้า ผู้ที่ประมาทมัวเมาต่อทรัพย์สมบัติยศศักดิ์ตำแหน่งหน้าที่นั้นเป็นผู้หลง
เหมือนกับคนที่หูหนวกและตาบอด ซึ่งโบราณกล่าวตำหนิไว้ว่า
"หลงลำเนาเขาป่ากู่หาพอได้ยิน หลงยศอำนาจย่อมหูหนวกและตาบอด"
และกล่าวไว้อีกว่า "หลงยศลืมตาย หลงกายลืมแก่"
และความจริงก็มีให้เห็นอยู่ ทุกวันนี้บางท่านใกล้จะเข้าโลงแล้ว
ก็ยังมัวเมาในอำนาจวาสนา ตำแหน่งหน้าที่ จนลืมไปว่าอีกไม่นานตนก็จะต้องทิ้งต้องจากสิ่งเหล่านี้ไป
แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนได้หลงมัวเมาเฝ้าแสวงหาหวงแหนเกาะแน่นอยู่นั้น
ก็จะต้องสลายไปพร้อมกับความตายของตน สูญเปล่าไม่ได้ตามติดกับตนไปด้วยเลย
แล้วไม่นานผู้คนที่อยู่เปบื้องหลังก็ลืมเลือนตนไปเสียสิ้น
ดูเหมือนกับวันเวลาทั้งหลายที่ตนได้ต่อสู้เหนื่อยยากขวยขวายจนได้สิ่งดังกล่าวมานั้น
ต้องโมฆะสูญเปล่าไปโดยหาสาระประโยชน์อันใดมิได้เลย
มรณัสสติกรรมญานนั้น
เมือ่พิจารณาไปนานๆ จิตจะค่อยๆ สงบระงับจากนิวรณ์ธรรม
๕ ประการ ในที่สุดจิตก็เข้าถึงอุปจารสมาธิ และความเป็นจริงกรรมฐานกองนี้เป็นเพียงสมถภาวนาเท่านั้น
แต่ก็ใกล้วิปัสสนา เพราะอารมณ์จิตที่ใช้นั้นเป็นการพิจารณาหาเหตุและผลในรูปธรรมและนามธรรม
ซึ่งหากพลิกการพิรารณาว่า อันชีวิตของคนและสัตว์ ตลอดจนสรรพสิ่งทั้งหลาย
ไม่อาจทรงตัวตั้งมั่นอยู่ได้ เมื่อมีเกิดขึ้นแล้วก็ย่อมมีความตายในที่สุด
เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ดังนี้แล้ว ก็เป็นวิปัสสนาภาวนา
สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อใกล้จะเสด็จดับขันธ์เข้าสู่ปรินิพพานอีก
๓ เดือน ได้ทรงปลงอายุสังขาร แล้วตรัสสอนพระอานนท์พร้อมหมู่ภิกษุทั้งหลายว่า
"อานนท์ ตถาคตได้เคยบอกเธอแล้วมิใช่หรือว่า
สัตว์จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจไปทั้งสิ้น สัตว์จะได้ตามปรารถนาในสังขารนี้แต่ที่ไหนเล่า
การที่จะขอให้สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นแล้ว ที่มีปัจจัยปรุงแต่งแล้ว
และที่จะต้องมีการแตกหักเป็นธรรมดาว่าอย่าฉิบหายเลย
ดังนี้ย่อมไม่อยู่ในฐานะที่จะมีได้ เป็นได้ การปรินิพพานของเราตถาคตจักมีในกาลไม่นานเลย
ถัดจากนี้ไปอีก ๓ เดือน เราจักนิพพาน ฯลฯ สัวต์ทั้งปวงทั้งที่เป็นคนหนุ่ม
คนแก่ ทั้งที่เป็นพาลและบัณฑิต ทั้งที่มั่งมีและยากจน
ล้วนมีความตายเป็นเบื้องหน้า เปรียบเหมือนภาชนะดินที่ช่างหม้อได้ปั้นแล้ว
ทั้งเล็กและใหญ่ ทั้งที่สุกและที่ยังดิบ ล้วนแต่มีการแตกทำลายไปในที่สุดฉันใด
ชีวิตแห่งสัตว์ทั้งหลายก็ล้วนแต่มีความตายเป็นเบื้องหน้าฉันนั้น
วัยของเราแก่หง่อมแล้วชีวิตของเราริบหรี่แล้ว เราจักต้องละพวกเธอไป
ที่พึ่งของตัวเอง เราได้ทำแล้ว ภิกษุทั้งหลาย เธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท
มีสติ มีศีล มีความดำริอันตั้งไว้แล้วด้วยดี ตามรักษาซึ่งจิตของตนเถิด
ในธรรมวินัยนี้ ภิกษุใดเป็นผู้ไม่ประมาท ก็สามารถที่จะทำที่สุดแห่งทุกข์ได้"
และในวันมหาปรินิิพาน พระพุทธองค์ได้ตรัสพระปัจฉิมโอวาท
ที่เรียกกันว่า "อัปปมาทธรรม" สั่งสอนพระสาวกเป็นครั้งสุดท้าย
จนดูเหมือนว่าพระธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ที่ทรงสั่งสอนมานานถึง
๔๕ พรรษา ได้ประมวลประชุมรวมกันในพระปัจฉิมโอวาทนี้ว่า
"ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ตถาคตขอเตือนท่านทั้งหลายว่า
สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมเป็นธรรมดา พวกเธอจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด"
... 
|