|
2.
การภาวนา
การภาวนานั้น
เป็นการสร้างบุญบารมีที่สูงที่สุดและยิ่งใหญ่ที่สุดในพระพุทธศาสนาจัดว่าเป็นแก่นแท้และสูงกว่าฝ่ายศีลมากนัก
การเจริญภาวนานั้น มี ๒ อย่าง คือ (๑) สมถภาวนา (การทำสมาธิ)
และ (๒) วิปัสสนาภาวนา (การเจริญปัญญษ) แยกอธิบายดังนี้
คือ
(๑)
สมถภาวนา (การทำสมาธิ)
สมถภาวนา
ได้แก่การทำจิตใจให้เป็นสมาธิ หรือเป็นฌาณ ซึ่งก็คือการทำจิตให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว
ไม่ฟุ้งซ่านแส่ส่ายไปยังอารมณ์อื่นๆ วิธีภาวนานั้น มีมากมายหลายร้อยชนิด
ซึ่งพระพุทธองค์ทรงบัญญัติแบบอย่างเอาไว้ ๔๐ ประการ
เรียกกันว่า "กรรมฐาน ๔๐" ซึ่งผู้ใดจะเลือกใช้วิธีใดก็ได้ตามแต่สมัครใจ
ทั้งนี้ย่อมสุดแล้วแต่อุปนิสัยและวาสนาบารมีที่ได้เคยสร้างสมอบรมมาแต่ในอดีตชาติ
เมื่อสร้างสมอบมรมมาในกรรมฐานกองใด จิตก็มักจะน้อมชอบกรรมฐานกองนั้นมากกว่ากองอื่นๆ
และการเจริญภาวนาก็ก้าวหน้าเร็วและง่าย แต่ไม่ว่าจะเลือกปฏิบัติวิธีใดก็ตาม
จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาศีลให้ครบถ้วนบริบูรณ์ตามเพศของตนเสียก่อน
คือ หากเป็นฆราวาสก็จะต้องรักษาศีล ๕ เป็นอย่างน้อย
หากเป็นสามเณรก็จะต้องรักษาศีล ๑๐ หากเป็นพระก็จะต้องรักษาศีลปาฏิโมกข์
๒๒๗ ข้อให้บริบูรณ์ ไม่ให้ขาดและด่างพร้อย จึงจะสามารถทำจิตให้เป็นฌาณได้
หากศีลยังไม่มั่นคง ย่อมเจริญฌาณให้เกิดขึ้นได้โดยยาก
เพราะศีลย่อมเป็นบาทฐาน (เป็นกำลัง) ให้เกิดสมาธิขึ้น
อานิสงส์ของสมาธินั้นมีมากกว่าการรักษาศีลอย่างเทียบกันไม่ได้
ซึ่งพระพุทธองค์ได้ตรัสว่า "แม้จะได้อุปสมบทเป็นภิกษุรักษาศีล
๒๒๗ ข้อไม่เคยขาด ไม่ด่างพร้อยมานานถึง ๑๐๐ ปี ก็ยังได้บุญกุศลน้อยกว่าผู้ที่ทำสมาธิให้จิตสงบนานเพียงชั่วไก่กระพือปีก
ช้างกระดิกหู" คำว่า "จิตสงบ"
ในที่นี้หมายถึงจิตที่เป็นอารมณ์เดียวเพียงชั่ววูบ ที่พระท่านเรียกว่า
"ขณิกสมาธิ" คือ สมาธิเล็กๆ น้อยๆ สมาธิแบบเด็กๆ
ที่เพิ่งหัดตั้งไข่ คือหัดยืนแล้วก็ล้มลง แล้วก็ลุกขึ้นยืนใหม่
ซึ่งเป็นอารมณ์จิตที่ยังไม่ตั้งมั่น สงบวูบลงเล็กน้อยแล้วก็รักษาไว้ไม่ได้
ซึ่งยังห่างไกลต่อการที่จิตถึงขั้นเป็นอุปจารสมาธิและฌาณ
แม้กระนั้นก็ยังมีอานิสงส์มากมายถึงเพียงนี้ โดยหากผู้ใดจิตทรงอารมณ์อยู่ในขั้นขณิกสมาธิแล้วบังเอิญตายลงในขณะนั้น
อานิสงส์นี้จะส่งผลให้ไปบังเกิดในเทวโลก ชั้นที่ ๑ คือชั้นจาตุมหาราชิกา
หากจิตยึดไตรสนณคมน์(มีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นที่พึ่งอันสูงสุดด้วย
ก็เป็นเทวดาชั้น ๒ คือ ดาวดึงส์)

สมาธินั้น
มีหลายขั้นตอน ระยะก่อนที่จะ้ป็นฌาณ(อัปปนาสมาธิ) ก็คือขณิกสมาธิและอุปจารสมาธิ
ซึ่งอานิสงส์ส่งให้ไปเกิดในเทวโลก ๖ ชั้น แต่ยังไม่ถึงชั้นพรหมโลก
สมาธิในระดับอัปนาสมาธิหรือฌาณนั้น มีรูปฌาณ ๔ และอรูปฌาณ
๔ ซึ่งล้วนแต่ส่งผลให้ไปบังเกิดในพรหมโลกรวม ๒๐ ชั้น
แต่จะเป็นชั้นใดย่อมสุดแต่ความละเอียดประณีตของกำลังฌาณที่ได้
(เว้นแต่พรหมโลกชั้นสุทธาวาสคือ ชั้นที่ ๑๒ ถึง ๑๖ ซึ่งเป็นที่เกิดของพระอนาคามีบุคคลโดยเฉพาะ)
รูปฌาณ ๑ ส่งผลให้เกิดในพรหมโลกชั้น ๑ ถึงชั้น ๓ สุดแล้วแต่ความละเอียดประณีตของกำลังฌาณ
๑ ส่วนอรูปฌาณที่เรียกว่า "เนวสัญญา นาสัญญายตนะ"
นั้น ส่งผลให้เกิดในพรหมโลกชั้นสูงสุด คือชั้นที่ ๒๐
ซึ่งมีอายุยืนยาวถึง ๘๔,๐๐๐ มหากัป เรียกกันว่านิพพารพรหม
คือนานเสียจนเกือบหาเวลาเริ่มต้น และสิ้นสุดมิได้ จนเป็นที่เข้าใจกันว่าเป็นนิพพาน
การทำสมาธิเป็นการสร้างบุญกุศลที่ยิ่งใหญ่
ลงทุนน้อยที่สุด เพราะไม่ได้เสียเงินเสียทอง ไม่ได้เหนื่อยยากต้องแบกหามแต่อย่างใด
เพียงแต่คอยเพียงระวังรักษาสติ คุ้มครองจิตมิให้แส่ส่ายไปสู่อารมณ์อื่นๆ
โดยให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวเท่านั้น การทำทานเสียอีกยังต้องเสียเงินเสียทอง
การสร้างโบสถ์ วิหาร ศาลาโรงธรรมยังต้องเสียทรัพย์ และบางทีก็ต้องช่วยแบกหามเหนื่อยกาย
แต่ก็ได้บุญน้อยกว่าการทำสมาธิอย่างที่เทียบกันไม่ได้
อย่างไรก็ดี
การเจริญสมถภาวนาหรือสมาธินั้น แม้จะได้บุญอานิสงส์มากมายมหาซาลอย่างไร
ก็ยังไม่ใช่บุญกุศลที่สูงสุดยอดในพระพุทธศาสนา หากจะเปรียบกับต้นไม้ก็เป็นเพียงเนื้อไม้เท่านั้น
การเจริญวิปัสสนา (การเจริญปัญญา) จึงจะเป็นการสร้างบุญกุศลที่สูงสุดยอดในพระพุทธศาสนา
หากจะเปรียบก็เป็นแก่นไม้โดยแท้

(๒)
วิปัสสนาภาวนา (การเจริญปัญญา)
เมื่อจิตของผู้บำเพ็ญตั้งมั่นในสมาธิจนมีกำลังดีแล้ว
เช่นอยู่ในระดับฌาณต่างๆ ซึ่งจะเป็นฌาณในระดับใดก็ได้
แม้แต่จะอยู่แค่เพียงอุปจารสมาธิ จิตของผู้บำเพ็ญเพียรก็ย่อมมีกำลังและอยู่ในสภาพที่นุ่มนวล
ควรแก่การเจริญวิปัสสนาต่อไปได้ อารมณ์ของวิปัสสนานั้น
แตกต่างไปจากอารมณ์ของสมาธิ เพราะสมาธินั้นมุ่งให้จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งแต่อารมณ์เดียว
โดยแน่นิ่งอยู่เช่นนั้น ไม่นึกคิดอะไรๆ แต่วิปัสสนาไม่ใช่จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียวนิ่งอยู่เช่นนั้น
แต่เป็นจิตที่คิดและไคร่ครวญหาเหตุและผลในสภาวธรรมทั้งหลาย
และสิ่งที่เป็นอารมณ์ของวิปัสสนานั้น มีแต่เพียงอย่างเดียวคือ
"ขันธ์ ๕" ซึ่งนิยมเรียกกันว่า "รูป-นาม"
โดยรูปมี ๑ ส่วน นามนั้นมี ๔ คือ เวทนา สัญญา สังขาร
และวิญญาณ
ขันธ์
๕ ดังกล่าวเป็นเพียงอุปาทานขันธ์ เพราะแท้จริงแล้วเป็นเพียงสังขารธรรมที่เกิดขึ้นเนื่องจากการปรุงแต่ง
แต่เพราะอวิชชา คือความไม่รู้เท่าสภาวธรรม จึงทำให้เกิดความยึดมั่นด้วยอำนาจอุปาทานว่าเป็นตัวตนและของตน
การเจริญวิปัสสนาก็โดยมีจิตพิจารณาจนรู้แจ้งเห็นจริงว่า
อันสภาวธรรมทั้งหลาย อันได้แก่ ขันธ์ ๕ นั้นล้วนแต่มีอาการเป็นพระไตรลักษณ์
คือ เป็นอนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา โดย
(๑)
อนิจจัง คือความไม่เที่ยง คือสรพพสิ่งทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นคน
สัตว์ สิ่งของ สมบัติ เพชร หิน ดิน ทราย และรูปกายของเรา
ล้วนแต่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน เมื่อมีเกิดขึ้นแล้วก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
เพียงแต่จะช้าหรือเร็วเท่านั้น ไม่อาจจะให้ตั้งมั่นอยู่ในสภาพเดิมได้
เช่นคนและสัตว์ เมื่อมีการเกิดขึ้นแล้ว ก็มีการเจริผยเติบโตเป็นหนุ่มสาว
และเฒ่าแก่จนตายไปในที่สุด ไม่มีเว้นไปได้ทุกผู้คน แม้แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระอรหันต์เจ้าทั้งหลาย พรหมและเทวดา ฯลฯ
สรรพสิ่งทั้งหลายอันเนื่องมาจาการปรุงแต่ง
ที่เรียกว่าอุปทานขันธ์ ๕ เช่น รูปกาย ล้วนแต่เป็นแร่ธาตุต่างๆ
มาประชุมรวมกันเป็นหน่วยเล็กๆ ของชีวิตขึ้นก่อน ซึ่งเล็กจนตาเปล่ามองไม่เห็น
เรียกกันว่า "เซลล์" แล้วบรรดาเซลล์เหล่านั้นก็มาประชุมรวมกันเป็นรูปร่างของคนสัตว์ขึ้น
ซึ่งหน่วยชีวิตเล็กๆ เหล่านั้นก็มีการเจริญเติบโตและแตกสลายไป
แล้วเกิดของใหม่แทนที่อยู่ตลอดเวลา ล้วนแล้วแต่เป็นอนิจจัง
ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ... 
|