ปุจฉา-วิสัชนา : หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
หน้า ๕



วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๑๙ (เวลาค่ำ)

แสดงธรรมเทศนา


   ความสุขทางกายใครก็ต้องการทุกคน บำรุงปรนเปรอรักษาทุกๆ วิถีทางแต่ก็ไม่ได้รับความสุขเท่าที่ควร คือไม่พอแก่ความต้องการสักที แก้ไขนี่แล้วยังเหลือโน่น บำรุงนี่แล้วยังเหลือนั่น แก้ไขบำรุงสักเท่าไรๆ ก็ไม่พอ ความต้องการในที่นี้มิใช่ใจหรือใจอยากได้โน่นได้นี่ไม่มีที่สิ้นสุด ส่วนกายมันมีความรู้สึกอะไร คนตายแล้วมันรู้สึกหิวอาหารหรือไม่ เปล่าทั้งนั้น ฉะนั้นความอยากในที่นี้คือใจนั่นเอง คำว่าสุขกาย จึงเป็น คำไม่จริง ความจริงคือ สุขใจ ดังคำเขาพูดว่า ทุกข์ใจ กลุ้มใจ ร้อนใจ เสียใจ เจ็บใจ ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น หรือคำว่า สุขใจ ดีใจ ปลื้มใจ ชอบใจ ถูกใจ ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น ไม่เคยได้ยินใครพูดว่า ทุกข์กาย สุขกาย สุขกาย ดีกาย เสียกาย ชอบกาย เพราะใจเป็นผู้รับรู้สุขทุกข์อย่างของกาย กายเป็นเครื่องรับใจเป็นผู้รู้ต่างหาก ใจเป็นผู้รับรู้จึงไม่รู้จักอิ่มรู้จักพอเป็นสักที รู้แล้วก็หายไป เรื่องอื่นมาให้รู้อีก เป็นอย่างนี้อยู่ร่ำไปจึงไม่รู้จักพอเป็น บางคนมีเงินเป็นร้อยๆล้าน ใช้จ่ายวันหนึ่งก็ไม่กี่สตางค์ เหลือจากนั้นก็เก็บไว้แต่ก็ยังไม่พออีกต่อไป

   ความสุขของใจนั้นมันอยู่ที่ความพอ คือ "พอ" มันก็ต้องหยุดทันทีอะไรทั้งหมดหยุดหมด จะมีจะหยุดหมด คำว่า "พอ" ในที่นี้มิใช่ไม่หา หาแต่เป็นผู้รู้จักพอเป็น หาไปทำไปตายแล้วเอาไปด้วยไม่ได้ เมื่อยังมีชีวิตเป็นอยู่ก็ต้องหาต้องรับประทาน ไม่หาก็ไม่มีรับประทาน รับประทานพออยู่ได้ เมื่อไม่รับประทานก็ต้องตามชีวิตความเป็นอยู่มันบังคับให้ต้องทำอย่างนั้น แต่เมื่อตายแล้วก็ไม่เอาอะไรไปด้วย เพียงแต่เกิดมายุ่งเกี่ยวด้วยเรื่องต่างๆ ให้ทำความชั่วนานาชนิดแล้วทิ้งไว้ให้จิตรับเคราะห์กรรมคนเดียว ดังนั้นทุกคนจึงควรคิด

   ที่สุดนี้ ขอความสุขความเจริญจงมีแก่ชาวพุทธทุกถัวนหน้า ขอศาสนาพุทธจงงอกงามเจริญจิรังถาวรอยู่ในสิงคโปร์ชั่วกาลอวสานเทอญ


ท่านอาจารย์พานั่งภาวนาพร้อมทั้งอบรมธรรมนำก่อน

   ภาวนา คือหัดทำให้รู้จักว่าใจคืออะไร จิตคืออะไร ถึงจะรู้ของจริงที่จะทำให้ถึงของจริงรู้ของจริงนี้เอาปัจจุบัน อย่าไปคิดอะไรให้มากมายให้ทำในปัจจุบันความนึกความคิดอะไรต่างๆ งานการภาระทั้งปวงทั้งหมด ทอดทิ้งเสียก่อนเวลานี้ ทำความสงบอบรมจิตให้อยู่กับลมหายใจ สติคุมจิตให้อยู่กับลมหายใจถ่ายเดียว ไม่ให้นึกคิดส่งสายปรารถนาโน่นนี่อะไรทั้งหมด เอาเฉพาะคุมจิตให้อยู่กับลมหายใจอันเดียว


ตอบปัญหาธรรมภายหลังจากนั่งภาวนา

ท่านอาจารย์
 เท่าที่อธิบายมาเข้าใจหรือไม่
ผู้ถาม
 เราสามารถที่จะกำหนดที่ของใจได้ไหม
ท่านอาจารย์
 ใจไม่มีที่ไม่มีสถานที่ ความรู้สึกคือตัวใจ ไม่มีสถานที่ใดๆ ทั้งปวงหมด อยู่ไหนก็ได้ รู้สึกตรงไหนคือใจตรงนั้น อย่างพวกโยคีเขาหัดเอาใจไปไว้ที่ส่งไปไว้ที่ไม้หรือหินสามารถ ทำให้ไม้หรือหินสะเทือนได้

ผู้ถาม
 ขอให้ท่านอาจารย์อธิบายเรื่องใจ และเรื่องจิต
ท่านอาจารย์
 ลองกลั้นลมไว้สักพักหนึ่ง แล้วมีความรู้สึกอันหนึ่ง ไม่มีอะไรส่งสัยใช่ไหม มีความรู้สึกเฉยๆ เราก็จับได้แล้วว่านั่นคือใจ อันที่มันคิดถึงนั่นมันเป็นอาการของใจที่เรียกว่า จิต แต่นี่เราเห็นแต่จิต เราไม่เห็นใจ เรารู้แต่เรื่องจิต แล้วเราก็ใช้จิต ในเราไม่ได้ใช้ คือสำหรับเก็บไว้พักใจเป็นที่พักหมายความว่าตัวเดิม จะได้รับความสุขสงบ ก็โดยการเข้าถึงใจ ที่เรามายุ่งหรือเดือดร้อนวุ่นวายกระสับกระส่ายเป็นทุกข์เพราะจิต เหตุนั้นจิตที่เราใช้จึงเป็นทุกข์เมื่อเราเห็นจิตอย่างเดียวไม่เห็นใจ จึงเข้าไม่ถึงความสุขสงบคือใจ

ผู้ถาม
 ภาวนาเช่นกำหนดลมหายใจ เรากำหนดเพราะเหตุจะให้รู้ หรือลมหายใจ
ท่านอาจารย์
 คือจิตมันยังฟุ้งซ่านอยู่ เรายังจับไม่ได้ จึงให้เข้าไปอยู่ในลมหายใจอันเดียวเมื่อจับได้จุดเดียวมันจึงจะเข้าถึงใจและลมหายใจได้

วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๑๙ (เวลาค่ำ)


ท่านอาจารย์พานั่งภาวนาพร้อมทั้งอบรมธรรมนำก่อน

   เราไม่ต้องระลึกอะไรทั้งสิ้นให้ระลึกเอาสิ่งเดียวที่ลมหายใจซึ่งเป็นของกลางมีอยู่ ทุกคนไม่เอนเอียงไปทางโน้นทั้งหมด ทุกคนมีลมหายใจด้วยกันทั้งนั้น คนเรากลัวตาย ถ้าไม่มีลมหายใจก็ต้องตาย เหตุนั้นมากำหนดที่ลมหายใจ สติคุมอยู่ตรงนั้นให้ส่งไปนอกจากนั้น ถ้ามันส่งออกไปแล้วก็ดึงมาอยู่อย่างนี้ตลอดเวลา ถ้าหากเราฝึกฝนไปนานๆ หนักเข้า ที่มันฟุ้งซ่านก็ค่อยซาลงอ่อนลงค่อยเบาลงน้อยลงๆ จนกระทั่งหายวับไปไม่มีอะไรเลย ยังเหลือแต่ ผู้รู้ สติกับผู้รู้มาร่วมอยู่ในทีเดียวกัน


ตอบปัญหาธรรมภายหลังจากนั่งภาวนา

ผู้ถาม
 ได้พยายามจะจับใจให้อยู่ เวลาเกิดอารมณ์อะไรขึ้นมาจะ พยายามไม่ยึดปล่อยทิ้งไป
ท่านอาจารย์
 ความหมายของพุทธศาสนาหรือทุกศาสนาสอนเรื่องใจทั้งนั้นต้องการสำรวมใจอบรมใจด้วยกันทั้งนั้น จะแยกกันก็ตอนปลาย ขอให้จับตัวใจให้ได้ก่อนแล้วจึงค่อยพูดเรื่องอื่นต่อไป ถ้าหากจับใจไม่ได้แล้วจะพูดเรื่องอื่นก็พูดไม่ถูก เพราะทุกสิ่งทุกอย่างมันเกิดจากใจ กายเป็นเครื่องใช้ของใจต่างหาก

ผู้ถาม
 ถ้าหากว่าเรากำหนดจิต แล้วเห็นจิต เกิด-ดับ กำหนดอยู่เช่นนั้นนาน ๑-๒ ชั่วโมงแล้วรู้สึกเหนื่อย ควรกำหนดความเหนื่อยหรือควรที่จะผลักออก
ท่านอาจารย์

 เหนื่อยเราก็กำหนด เกิด-ดับ เหมือนกัน เวทนาก็ เกิด-ดับเหมือนกัน ความสุขความทุกข์มันเกิด-ดับ เวลาเหนื่อยก็กำหนดเกิด-ดับๆ จนกระทั่งมันวางความเหนื่อยได้แล้ว จะไปรวมอยู่อันหนึ่งของมันต่างหากนั้นมันจึงจะหมดเหนื่อยมันยังไม่ทันถึงที่ มันเพียงแต่เห็นการ เกิด-ดับๆ มันอยู่กับการเกิด-ดับ เฉยๆ ยังไม่ทันวางการ เกิด-ดับ ถ้าหากว่าเรากำหนดความเกิดดับอยู่อย่างนี้เรารู้จักคนที่ไปกำหนดความ เกิด-ดับ เราเห็นความเกิด-ดับ เรียกว่าใจ เกิด-ดับ ผู้เห้นใจ เกิด-ดับไปอยู่อันหนึ่งของมันต่างหาก นั่นมันจึงค่อยเป็น ภาวนาแท้

 อนึ่ง นี่งนานรู้สึกมันเหนื่อย พึงเข้าใจว่า จิตมันถอนแล้วใจมันไม่มีเครื่องอยู่ หรืออารมณ์จะอยู่ต่อไป ฉะนั้นควรทำความพอใจในอารมณ์ที่จิตยึดอยู่นั้นให้เกิดความพอใจยินดียิ่ง ก็เป็นเครื่องอยู่ต่อไป


ผู้ถาม
 ที่เรามองเห็นผู้นึกผู้คิดอย่างนี้เพราะใจไปจดจ้องลมหายใจใช่หรือเปล่าครับ
ท่านอาจารย์

 ใช่ เมื่อเราเข้าใจเช่นนั้นแล้ว คือว่าผู้ไปเห็นลมหายใจเข้าออกอันนั้น คือจิตใจจดจ้องอันเดียว สติเราไปคุมเรื่องนั้นเราไปเห็นเรื่องนั้นอยู่ เมื่อเราคุมเรื่องนั้นอยู่นานๆ หนักเข้าแล้วมันจะวางเอง เวลามันวางจะมีความรู้สึกอันเดียว ผู้ที่รู้สึกกับสติมันรวมเข้าอยู่อันหนึ่งของมันห่างหาก มันจะปล่อยวางทั้งลมหายใจด้วยของพรรค์นี้อย่าไปแต่งมันเป็นเอง แต่งไม่เป็นแน่


ผู้ถาม
 สติคืออะไร ผู้รู้คิดคืออะไร ทำอย่างไรจึงจะสามารถมองเห็นและจะรู้ได้อย่างไรว่าความเห็นของเราจะถูกหรือผิด สติอันนั้นคือตัวรู้ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์

 สติ คือผู้รู้ระวัง ผู้รู้ คือ ปัญญา ผู้คิด คือ จิต เราต้องฝึกที่จิตให้เกิดปัญญาจึงสามารถมองเห็นและจะรู้ว่าความเห็นของตนถูกหรือผิดได้ สติมิใช่ตัวรู้ ปัญญาต่างหากคือตัวรู้่


ผู้ถาม
 เวลาหัดภาวนาด้วยการอนุมานทุกสิ่งทุกอย่างก็อยู่ในหลัก อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ไม่มีแก่นสารสาระอะไรทั้งสิ้น นี่เป็นเพียงอนุมานยังไม่ทันเห็นชัดแจ้งภายในใจ เพราะเห็นอย่างนี้เวลาเอยู่ในสภาพธรรมดาๆ บางทีก็สามารถยับยั้งความโกรธได้ คือสำรวมใจหรือระลึกถึงสิ่งนี้ได้ บางทียับยั้งสติไม่ทัน ความโกรธก็เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องพยายามระลึกถึง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เสมอตลอดเวลาที่อย่ธรรมดาๆ จึงจะยับยั้งกิเลสทั้งหลายได้ใช่ไหมครับ
ท่านอาจารย์

 ใช้ได้เหมือนกัน อย่างนั้นก็ได้ อย่างนั้นก็ถูกแล้ว มันหลายเรื่อง คือเราหัดที่ใจ ความโกรธมันเกิดที่ใจ เราไปจับที่ใจได้ หัดอีกอย่างหนึ่งคือ พอโกรธมันเกิดทีใจ เราไปจับที่ใจได้ หัดอีกอย่างหนึ่งคือ พอโกรธขึ้นมาแล้วคิดว่า คนเราก็จะต้องตายความโกรธไม่มีประโยชน์อะไรหลายเรื่องหลายอย่างสุดแท้แต่จะระงับได้โดยอุบายใด วิธีไหนก็เอา รวมๆกันไว้หลายอย่างเวลาเราจะใช้วิธีใดก็นำมาใช้ได้


ผู้ถาม
 ผมหัดภาวนามาเป็นเวลา ๑๒ ปีครึ่ง
ท่านอาจารย์

 ก็นับว่าดีแล้วนี่ อย่าไปทอดทิ้ง ทำมาขนาดนี้ก็เห็นผลดี ถึงขนาดนี้แล้ว หัดให้รู้จักวิธีละโกรธจนเข้าใจแล้ว ดีแล้ว ขอให้ทำไปเรื่อยๆ


ผู้ถาม
 ในขนบธรรมเนียมของศาสนาพุทธ การสอนการอบรมศาสนาพุทธเป็นของพระโดยเฉพาะหรือ ฆราวาสสอนได้หรือไม่
ท่านอาจารย์

 ศาสนาพุทธเป็นพื้นฐานของความดีที่มีอยู่ในโลกทั้งหมด ถ้าหากใครต้องการดี ไม่ว่าพระและฆราวาสสอนได้ทั้งนั้น แต่บุคคลผู้สอนนั้นมีกิเลส เมื่อสอนเข้าแล้วจึงเป็นเหตุให้เข้าข้างตัว เช่นพระพุทธเจ้าสอนให้งดเว้นฆ่าสัตว์ บางศาสนาสอนว่าฆ่าสัตว์ที่ไม่มีเจ้าของหวงแหนไม่เป็นบาป พระพุทธศาสนาสอนให้เข้าถึงใจคนมีใจจึงทำบาปเป็นบาป เจตนาคือใจของผู้นั้นเป็นอกุศลอยู่แล้วจะเป็นสัตว์ที่มีเจ้าของอยู่แล้วหรือไม่ก็ตายย่อมเป็นบาปอยู่นั่นเอง หรือสอนว่าเวลาฆ่าสัตว์นั้นไปเกิดในสวรรค์อย่างนี้เป็นต้น แต่ใจของเราเป็นนรกอยู่ไม่อยากไปสวรรค์สักที ฉะนั้นผู้มีใจอยากพ้นจากความชั่วพระสอนได้ทั้งนั้น คนเรามีใจหรือไม่ รู้จักใจหรือเปล่า

ผู้อื่นตอบแทน เขานับถือศาสนาคริสต์อย่างมั่นคง เวลาเข้าโบสถ์ศาสนาคริสต์หัดภาวนาด้วยโดยพยายามทำความสงบสัก ๕ นาที จึงเข้าใจว่าทุกศาสนาสอนให้เข้าถึงจุดเดียวกันเหตุนั้นจึงอยากทราบวิธีอบรมภาวนา

ท่านอาจารย์ นั่นคือวิธีอบรมภาวนาแล้ว จงเจริญให้มาก ทำให้มากให้ชำนาญเถิด จะเกิดความรู้อย่างอัศจรรย์ขึ้นมาในนั้นเอง


ผู้ถาม
 ก่อนที่จะฝึกภาวนาได้ต้องมีครูบาอาจารย์หรือเปล่า
ท่านอาจารย์

 ต้องมีเราเป็นสาวกของพระพุทธเจ้านี่เราปฏิบัติไม่มีครูบาอจารย์อาจจะผิดได้ แต่ทั้งที่มีครูอาจารย์ยังผิดได้เลยบางทีปฏิบัติไปๆ อาจมีควาเห็นผิดเกิดขึ้น แล้วเข้าใจว่าเป็นคำสอนของพุทธเจ้าก็มีความเห็นคนอื่นเป็นอื่นเป้นผิดไปหมด แล้วจากลัทธินั้นออกมาตั้งเป็นนิกายขึ้นเรื่องมีมากจึงควรระวังตัวให้ดีอย่าทำโดยไม่มีครูอาจารย์ จะผิดไปใหญ่ ผิดแล้วแก้ยาก


ผู้ถาม
 ถ้าเข้าใจถึงโลกุตตระ ถ้ามีอภินิหารหรือมีญาณเกิดขึ้นเราจะหยิบมาใช้ หรือจะให้มันทรงไว้อย่างนั้นเฉยๆ
ท่านอาจารย์

 อย่าไปพูดถึงเรื่องนั้นก่อนเลย แค่โลกียะยังทำให้ไม่ได้เวลาได้จริงๆ เข้าก็จะรู้ด้วยตนเอง


ผู้ถาม
 เรื่องดีเรื่องชั่วมีอยู่ทั่วไป แต่ว่าบางสังคมอาจจะเปลี่ยนแปลงไป เช่น การฆ่าสัตว์ถือว่าเป็นความดี เมื่อสังคมเขาเข้าใจกันอย่งนี้จะทำให้เขาเข้าใจได้อย่างไรว่าเรื่องนี้เป็นความชั่วไม่ใช่ความดี
ท่านอาจารย์

 ความนิยมไปตามสังคมแล้วแต่เขาจะนิยม แต่หลักความดีที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นมีเครื่องวัดอยู่ว่า ถ้าหากทำอะไรลงไปเป็นเรื่องเบียดเบียนตนทำคนอื่นลำบากก็ดีทั้งเบียดเบียนตนและคนอื่นก็เหมือนกัน อันนั้นเป็นของไม่ดีที่เราเข้าใจว่าดีมันเข้าข้างตัวเอง ถ้าหากเราเอาหลักอันนี้มาวัดแล้ว เรียกว่าความดี ในหลักพุทธศาสนาจะไม่กระทบความคิดความเห็นของใครทั้งหมดในโลก


ผู้ถาม
 ผมเป็นคนขี้กลัว ทำอย่างไรจึงจะหายกลัว
ท่านอาจารย์

 ยอมตายก็หายกลัว


 

 b a c k
หน้า
 n e x t
< กลับ >
( จำนวนคนอ่าน 3743 คน )