ปุจฉา-วิสัชนา : หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
หน้า ๔



วันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๑๙

"เวลาบ่าย สนทนาธรรม"


ผู้ถาม
 ผมเคยหัดภาวนามาก่อนแล้ว เวลาบริกรรมไปเรื่อยๆ คำบริกรรมมันหายไปแล้วมันอยู่เฉยๆ ไม่มีอะไร ผมควรจะทำอย่างไรต่อไปครับ
ท่านอาจารย์
 สติตามจิตไม่ทัน จิตสงบน้อมไปสู่ความสุข สติเลยสงบไปด้วย ถ้าสติดึงเอาจิตกลับมาสู่อารมณ์พิจารณาในอารมณ์นั้นจิตจะเบิกบานมีเครื่องอยู่ต่อไป แล้วจะไม่เฉยไปเหมือนอย่างที่เป็นอยู่นี้

ผู้ถาม
 ผมเคยกราบเรียนว่าถึงความสงบแล้ว และท่านอาจารย์สอนว่าต้องพิจารณากาย แต่เมื่อคนอื่นมากราบเรียนท่านอาจารย์ว่าเขาถึงความสงบแล้ว ท่านอาจารย์อธิบายกับเขา ว่าให้พิจารณาว่า ใครเป็นผู้ที่เข้าถึงความสงบนั้นคือ พิจารณาความสงบผมอยากทราบว่าอันใดถูกต้อง พิจารณาตัวเราหรือพิจารณาความสงบ
ท่านอาจารย์
 ถูกทั้งสองอย่าง คือสงบแล้วไม่ให้ติดความสงบมันจะวางเฉยเสีย จึงต้องพิจารณา กาย หรือจิต เป็นเครื่องอยู่ต่อไป

ผู้ถาม
 เวลากำหนดหรือพิจารณาเช่น กำหนดกระดูก บางทีคความรุ้สึกนั้นหายไป ตอนนั้นมีนิมิตปรากฎขึ้น จึงสนใจในนิมิตนั้น แล้วก็ยึด จนเบื่อไม่อยากจะเห็นนิมิตต่อไป ไม่ทรายว่าจะทำให้กลับมาที่เดิมอย่างไร จะจับจุดเดิมได้อย่างไร
ท่านอาจารย์
 เคยอธิบายอยู่เสมอว่า มันจะติดอยู่อย่างไรก็ตาม ติดอยู่ในความสุข ติดอยู่ในความเบื่อหน่าย หรือความไม่พอใจก็ตามให้รู้จักใจผู้ที่ไปติดผู้ที่ไปเพ่งผู้ที่ไปเห็น ผู้ที่ไปรู้ที่ใจ เมื่อเป็นเช่นนั้นเราทิ้งอารมณ์ของใจ แล้วมากำหนดลงที่ตัวใจ ก็รู้ว่าจิจมันวางนิมิต นิมิตมันติดตรงนั้นแหละ พูดอีกนัยหนึ่ง ในไม่มีอารมณ์ เป็นกลางๆจิตต่างหากแส่หาอารมณ์ แล้วก็ติดอารมณ์เป็นอาการของจิต เมื่อจะย้อนกลับมาหาจุดเดิมจงจับจุดตรงใจให้ได้

ผู้ถาม
 เวลาจะย้อนกลับมาหาจุดเดิม ต้องพิจารณานามธรรมก่อนครับ
ท่านอาจารย์
 มันอยู่ด้วยกัน พิจารณารูปมันเห็นง่าย เมื่อเห็นรูปแล้วใครเห็นคนเห็นรูป ก็ทราบได้ว่าใครเป็นคนเห็น ก็เห็นใจไปในตัว

ผู้ถาม
 เวลากำหนดอาการ ๓๒ เช่นพิจารณาผม เมื่อเพ่งพิจารณา ผมก็หายไป บางทีหายแบบไฟไหม้ เมื่อมันหายไป ก็พยายามเอาอารมณ์แบบเก่ามาพิจารณาแต่ใจไม่ยอมจับอารมณ์ที่กาย มันจะไปหาอานาปานสติ พยายามพิจารณากระดูกหรืออาการต่างๆ ใจไม่ยอมมันจะไปจับลมหายใจอย่างเดียวอยากจะทราบว่าทำไมถึงไปจับที่ลมหายใจ เพราะอะไร
ท่านอาจารย์
 ดีแล้ว จับไปจับเอาลมก็ให้อยู่ตรงนั้นไปก่อน จนกว่าจะชำนาญจึงค่อยพิจารณาอย่างอื่นต่อไป ถ้าไม่ชำนาญพิจารณาอย่างอื่นก็เหลว ข้อนี้ควรจำไว้

ผู้ถาม
 ผมเห็นว่าผมต้องหัดภาวนาทุกอย่าง คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ผมเห็นอนิจจังและทุกขัง แต่ไม่เห็นอนัตตา มันเห็นเฉยๆ ไม่เห็นความสำคัญของอนันตา
ท่านอาจารย์
 นั่นซี ดังอธิบายมาแล้ว ความไม่ชำนาญเป็นเหตุให้ พิจารณาไม่ชัด ถ้ามันชัดแล้วพิจารณาเป็นอันเดียว คือ เห็นอนัตตาก็เห็นอนิจจังทุกขัง เห็นทุกขังก็เห็นอนิจจังและอนัตตา เห็นอนิจจาก็เห็นทุกขัง อนัตตาไปด้วยกัน

ผู้ถาม
 เวลาเกิดความโกรธขึ้น ความสงบยังมีอยู่ภายในใจ และได้ไม่สนใจในความโกรธ ตัดได้
ท่านอาจารย์
 ก็นั่นละซี คนที่ทำอย่างนี้จึงจะเป็นคนดีได้

ผู้ถาม
 เวลานั่งภาวนาอยู่ในห้องนอนติดแอร์ฯ กำหนดลมหายใจ ถ้าหากว่าใจส่งส่ายไปที่อื่น ร่างกายมันเย็น รู้ตัวว่าเย็นก็พิจารณาความเย็น ดูว่าส่วนไหนเย็น ความเย็นเป็นอะไร รู้สึกตรงไหนแล้วกลับไปจับลมหายใจอยากทราบว่าถูกหนทางหรือเปล่า้
ท่านอาจารย์
 ถูกแต่ไม่ถนัดที่ถนัดแท้ต้องเข้ามาที่ใจ ใจเป็นผู้รู้จะจับใจให้ได้รู้ตัวเย็นเห็นตัวเย็นจับตัวนั้นได้แล้วก็หมดเรื่อง

ผู้ถาม
 เวลาที่เราแยกกายออกจากความรู้สึก ความรู้สึกจะหายไป และเมื่อนั่งสมาธิบางทีขาชาไม่มีรู้สึก เวลาเพ่งความรู้สึกนั้น เช่น กำหนดกายตรงขา ความรู้สึกตรงขาก็หายไป
ท่านอาจารย์
 นี่แหละวิธีแยกกายออกจากใจ แยกใจออกจากกาย เมื่อใจถึงความสงบ เราจับตัวความสงบได้แล้ว กายมันเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เขาพูดกันว่าประสาทหรือเซลล์เป็นคนสั่งการ ให้รู้สึกนั้นไม่จริง ถ้าเห็นตรงนี้แล้วไม่จริงเลย เป็นเพราะใจไม่เข้าไปยึดประสาทก็เท่านั้น มันอีกส่วนหนึ่งต่างหากมองเท่าไรก็ไม่เห็นแต่ว่าเรื่องที่เรามองไม่เห็นนี่แหละเป็นหลักที่เราไม่เข้าไปยึดถอนอุปาทานเสีย นี่แหละวิธีละอุปาทานหัดแบบนี้ก็เรียกว่าละอุปาทาน จึงจะไม่เป็นทุกข์ เวลาเมื่อกายอยู่ หรือเวลากายแตกดับไปแล้ว

ผู้ถาม
 เวลาท่านอาจารย์บางองค์เทศน์ให้ฟัง พยายามเข้าใจคำสั่งสอนของท่านขณะนั้นมีความรู้สึกแปลกๆ คล้ายมีเครื่องดึงดูดให้กายยืนรู้สึกคล้ายๆว่าเรายืนขึ้นมันไม่ดีเพราะท่านอาจารย์กำลังเทศน์ เรายืนมันไม่ถูกต้อง ลืมตามองดูกายก็ยังเห็นนั่งอยู่อยากทรายว่าเป็นเพราะอะไร
ท่านอาจารย์
 นั่นปิติ ปิติมันมีมากอย่าง แสดงให้เห็นความไม่ดีของเราก็ได้ เช่น กรณีนี้คล้ายกับเรายืน แต่เมื่อมองดูจริงๆแล้ว เรายังนั่งอยู่นี้อาจเป็นเพราะเราแสดงความไม่เคารพในอาจารย์ก็ได้ จงตั้งใจสำรวมเสียใหม่

ผู้ถาม
 ปิติเป็นสิ่งที่แปลก
ท่านอาจารย์
 ดี มันไม่รู้ตัว เราฝึกความสงบ เมื่อความสงบเกิดขึ้นนิดเดียวปิติก็ปรากฎขึ้นแต่เราตามรู้ไม่ทันเป็นบ่อยๆ ลักษณะนั้นหายไปที่นี้เราก็ตามรู้เอาซิ เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน

ผู้ถาม
 เคยมีประสบการณ์ว่า เมื่อกำหนดที่กะโหลกศรีษะแตกออกเป็นชิ้นๆ แล้วชั้นกะโหลกศรีษะกลับติดกันอีก แล้วก็แตกสลายออกไปอีกจนบ่นปี้ เป็นภาพเห็นชัดต่อมาภาพที่เห็นนั้นก็หายไปแล้วไม่รู้อะไรอีกเป็นแบบนอนหลับอย่างนี้เป็นสภาพเอกัคคตาจิตหรือเปล่า
ท่านอาจารย์
 เป็นปฏิภาคนิมิต เป็นเอกัคคตารมณ์ ไม่ใช่เอภัคคตาจิต เพราะเพ่งอยู่แต่อารมณ์ปฏิภาคนิมิตเท่านั้น ภาพนั้นหายไปเลยเข้าภวังค์ เหมือนกับนอนหลับหายไปเลย อย่างนี้เป็นอัปปนาฌานเป็นกัคคตาจิต

ผู้ถาม
 คิดว่าถึงเอกัคคาจิต แล้วนอนหลับไป เข้าใจว่าเวลาถึงเอกัคคตจิตถึงจะหลับได้ เวลาออกจากสภาพนี้แล้วควรพิจารณาหรืออย่างไร
ท่านอาจารย์
 นั่นเป็นจิตเข้าสู่นิทรารมณ์ คล้ายกับเอกัคคตาจิต แต่ไม่ใช่เอกัคคตาจิต เอกัคคตาจิตมีสองอย่าง เอกัคคตาจิตของฌาณ ก็คืออัปปนาสมาธินั่นเอง มีสติรู้ตัวอยู่เฉพาะมันเองไม่ไปรู้ของภายนอก แลพูดออกมาไม่ได้

ผู้ถาม
 เข้าใจว่าตนเองหลับ
ท่านอาจารย์
 จะเรียกว่าหลับก็ไช่เพราะไม่มีสติ แต่นั่งอยู่คือเวลาใจรวมเข้าไปสติมันมันหายไป ถ้าสติตามรู้อยู่ตลอดเวลา ก็ไม่เข้าภวังค์ ถึงเข้ามันก็เป็นอัปปนาสมาธิไป

ผู้ถาม
 การภาวนาในทางศาสนาพุทธต้องเอาสติมาใช้ใช่หรือไม่ เวลาใช้สติเราต้องกำหนดอารมณ์ที่เป็นกุศล ลดอารมณ์ที่เป็นส่วอกุศลให้มันน้อยลง เมื่อทำเช่นนั้นอารมณ์ที่จะมาแทรกในการภาวนาไม่มี สามารถปล่อยวางได้ แล้วอยู่เฉยๆ ยังยึดความคิดว่ายังนั่งภาวนาอยู่ในห้อง พอปล่อยวางความคิดนี้ ทำให้ตกใจ กลับมายึดความคิดว่านั่งภาวนาอยู่ในห้องอีก ถ้าหากปล่อยว่างเต็มที่มันจะมีสติอยู่อีกหรือไม่
ท่านอาจารย์
 ที่สามารถปล่อยวางอารมณ์ได้แล้วอยู่เฉยๆ แต่ยังยึดความคิดว่านั่งภาวนาอยู่ในห้องนั้นเป็นจิต ที่อยู่ในเอกัคคตารมณ์ เมื่อปล่อยวางความคิดที่ว่านั่งภาวนาอยู่ในห้องแล้ว มันเป็นเอกัคคตาจิตอยู่ไม่ได้นาน จึงตกใจเลยย้อนมาคิดว่าเรานั่งอยู่ในห้อง ธรรมดาคนเรา มันต้องมีเครื่องอยู่ เมื่อปล่อยจนหมดแล้วไม่มีอะไรเป็นเครื่องอยู่เลยตกใจ คนเราจึงละเครื่องผูกพันได้ยากภาวนาเป็นไปถึงขั้นละ แล้วก็ยังกลับมายึดอยู่อีก

ผู้ถาม
 เวลานั่งภาวนาเห็นภาพนิมิต เมื่อเห็นภาพนิมิตนั้นแล้วเราไปบอกคนอื่น ภาพอันนั้นมันจะคืนกลับมาหรือเปล่าหรือจะหายไปเด็ดขาด
ท่านอาจารย์
 ถ้าหากเราไปเล่าถึงภาพที่เกิดขึ้นให้คนอื่นฟัง บางคนก็เสื่อมหายไป บางคนไม่เสื่อม เล่าก็อยู่เช่นนั้น ไม่เล่าก็อยู่เช่นนั้น ยิ่งเล่ายิ่งไปใหญ่เหตุที่มันไม่เสื่อมเพราะเล่าแล้วปิติ มันอ่อนลง ที่ไม่เสื่อมเพราะเล่าแล้วปิติยิ่งมากขึ้น

ผู้ถาม
 ขอกราบเรียนถามเรื่องภวังค์ ท่านอาจารย์บอกว่าเวลาเข้าฌาณจิตเป็น ภวังค์ ตามหลักอภิธรรมบอกว่าเวลาหลับสนิทไม่ได้ฝันไม่ได้หมายความว่าใจมันเป็นภวังค์ สงสัยว่าเวลาหลับจิตมันอยู่ในสภาพของฌาณหรือเปล่า
ท่านอาจารย์
 เวลานอนหลับเรียกว่าจิตเข้าสู่นิทรารมณ์ ไม่ได้เรียกว่า จิตเข้าภวังค์

ผู้ถาม
 ธรรมะคืออะไร
ท่านอาจารย์
 พูดเรื่องธรรมะมันกว้างมาก ธรรมคือ ธรรมดา สภาพอันหนึ่งซี่งเป็นของจริง เรียกว่า ธรรมะ มันกว้างแต่เมื่อเรามาพูดกันเรื่องธรรมะที่เราปฏิบัติโดยเฉพาะคือ ปฏิบัติสุจริต ทำชอบ ทำดี นั่นเรียกว่า ธรรมะ ทำชั่วก็เรียกว่าธรรมเหมือนกัน แต่เราไม่นิยมจะเอาคำนั้นมาพูด คำว่า ธรรม กว้างมาก ดีก็เรียกว่า ธรรม ชั่วก็เรียกว่า ธรรม ไม่ดีไม่ชั่วก็เรียกว่า ธรรม ในตัวของเราทั้งหมด คือ รูปธรรม นามธรรม ก็เรียกว่าธรรม ถ้าพูดเฉพาะทางปฏิบัติธรรมเพื่อให้เราดี เพื่อเราจะได้รับความสุข

ผู้ถาม
 การฝันที่เห็นอย่างชัดเจนแจ่มแจ้งนั้น มันจะเป็นความจริงหรือเปล่า เพราะบางทีมันก็จริง บางทีมันก็ไม่จริง
ท่านอาจารย์
 ก่อนจะหลับถ้าเรามีสติเต็มที่ เมื่อฝันมันจะมีความจริงมากกว่า ถ้าหากสติไม่ได้แล้วความฝันก็เหลวไหล

ผู้ถาม
 เวลาเราฝันรู้สึกตัวเหมือนกับเราลอยอยู่ในอากาศ เมื่อรู้สึกตัวควรจะทำอย่างไรต่อไป
ท่านอาจารย์
 นั่นแสดงถึงเรื่องฌาณโดยเฉพาะเราหัดความว่างไม่มีอะไร ไม่มีอารมณ์ในเวลาเราหัดภาวนา ที่นี้มื่อเราหลับและฝันก็แสดงถึงเรื่องเราไม่มีอะไร มันวางคือมันลอยอยู่ในอากาศ แสดงถึงขณะของจิตที่ไม่มีอะไรปล่อยมันให้อยู่อย่างนั้นแหละ รู้สึกแล้วมันไม่มีอะไร ฝันก็เป็นแต่ความฝันทำอะไรไม่ได้

ผู้ถาม
 ผมมีศรัทธาเตรียมพร้อมที่จะให้ไปถึงปลายทางให้จงได้
ท่านอาจารย์
 ศรัทธา นั้นดีสำหรับที่จะพาเราไปสู่จุดหมายปลายทาง แต่ทางที่เราจะไปนั้นเรายังไม่เคยไป ไม่ทราบว่าใกล้หรือไกล ยาก ง่าย อย่างไร จงเพียรพยายามไปเถิดจะถึงแน่ไม่วันใดก็วันหนึ่งละ

ผู้ถาม
 ขอถามเรื่องตายแล้วเกิด ศาสนาคริสต์สอนอัตตา เมื่อเราตายแล้วตัวของเราก็มีอีกส่วนหนึ่งที่จะไปเกิดในสวรรค์ ไปอยู่กับพระเจ้า ถ้าเราทำชั่วเราก็ต้องไปอยู่ในนรกตลอดกาล ส่วนศาสนาฮินดูเขาสอนว่า เรา เกิด-ตายๆ แต่ว่า มีส่วนที่เรียกว่า อัตตาที่ตายไปแล้วเกิดใหม่ ศาสนาพุทธก็สอนถึงเรื่องตายแล้วเกิด ผมอยากทราบว่าเมื่อตายแล้วอะไรเป็นสิ่งที่เกิดใหม่ในทางพุทธศาสนาคือ อัตตาหรือเปล่า
ท่านอาจารย์
 ก็อัตตาละซี คือจิตเป็นผู้ไปเกิด แต่ไม่ได้แยกเหมือนคริสต์ ศาสนาไปตกนรกและขึ้นสวรรค์ก็ไปหมด คือจิตผู้เดียวเป็นผู้ไป ถ้าแยกกันได้แล้ว เมื่อมาเกิดเป็นคนก็ต้องเป้น สอง สาม คนไปละซี

ผู้ถาม
 อะไรคือ อัตตา
ท่านอาจารย์

 ที่พูดอยู่นี่คืออัตตา ที่พูด เกิด -ดับ นี้ก็คืออัตตา ไม่ใช่อนัตตา


ผู้ถาม
 การทำบุญทำทานนี้ เราก็ทำเพื่อตัวเราเอง คือเพื่อจะได้บุญได้กุศลนี่ก็หมายความว่าเรายังยึดเรื่องตัวเราอยู่ใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์

 การกระทำมันต้องมีตัวตน ถ้าไม่มีตัวตนเสียแล้วก็ต้องเลิกการกระทำ ทำบุญมันเกี่ยวข้องถึงเรื่องตัวตนอยู่จึงต้องทำ


ผู้ถาม
 เวลาเราทำกุศล เราถือว่าเป็นเราที่ทำกุศล เพราะเราเป็นผู้ทำกุศล และเป็นผู้สะสมกุศลเอาไว้เพื่ออนาคต เพื่อจุดหมายปลายทางของเรา่
ท่านอาจารย์

 ทำกุศลก็ต้องมีการมุ่งหวังอย่างนั้น เหมือนกับคนข้ามน้ำต้องอาศัยเรือแพ เมื่อถึงฝั่งแล้วเราก็ทิ้งเรือแพนั้น เดินขึ้นฝั่งแต่ตัวเปล่ามิได้เอาเรือแพไปด้วย


ผู้ถาม
 ทางศาสนาฮินดูสอนว่า เราจะต้องหัดใช้ความคิดเสียก่อน ถ้าเราชนะความคิดแล้วเราจะมีความรู้เกิดขึ้น เมื่อมีความรู้เกิดขึ้นแล้วปัญญามันก็เกิดขึ้น อยากทราบเปรียบเทียบกับทางศาสนาพุทธตอนนี้ผมเป็นนักคิดจะทำอย่างไรต่อไปจึงจะก้าวหน้าครับ
ท่านอาจารย์

 ในทางศาสนาพุทธนั้น ความคิด คือ ตัวปัญญาคิดค้นอะไรสิ่งทั้งปวงเป็นตัวปัญญา เมื่อเข้าใจเหตุผลนั้นคือวิชชาทีแรก เรียกว่าตัวปัญญา คิดค้นหาเหตุผล พอชัดขึ้นเรียกว่า วิชชาเช่นนี้เรียกว่าเจริญก้าวหน้า ดังเราคิดเหลข เขามีปัญหาถามให้คิดเลข เราพยายามคิดด้วยวิธีต่างๆ เป็นปัญญา เมื่อคิดได้พอตอบได้เรียกว่าได้ วิชชา แต่ในทางพุทธศาสนา จะเอาชนะความคิดนั้นไม่ได้เด็ดขาด ถ้าคิดเช่นนั้นมีแต่จะแพ้ร่ำไปหาความก้าวหน้าไม่ได้


ผู้ถาม
 พระพุทธรูปนี้จะต้องมีการปลุกเสกเสียก่อนจึงจะกราบไหว้บูชาได้หรืออย่างไรครับ
ท่านอาจารย์

 อาจารย์ การปลุกเสกเป็นเรื่องทางไสยศาสตร์ พุทธศาสนาไม่มี เราเสื่อมใสแล้ว กราบไหว้ไปเกิดได้บุญทั้งนั้น


ผู้ถาม
 พระพุทธรูปโดยมากเขาอยากให้มีการปลุกเสก ถือว่าเป็นของขลัง ศักดิ์สิทธิ์ และสามารถที่จะกันภัยอัตรายตลอดจนภูติผีปีศาจได้ ถ้าไม่ปลุกเสกไม่น่ากราบไหว้
ท่านอาจารย์

 เพราะความถือนั่นเอง พอไม่มีการปลุกเสกก็ไม่ขลัง ความจริงพระพุทธรูปมิใช่ของขลัง เป็นแต่พยายามให้ระลึกถีงพระคุณของพระพุทธเจ้าต่างหาก คนถือของ ขลังอะไรๆก็เลยเป็นของขลังไปหมด กระทั่งก้อนอิฐ ก้อนปูนก้อนหินเป็นของขลังไปทั้งนั้น ถ้าพุทธาภิเษก แล้วขลังทั้งนั้น


ผู้ถาม
 เมื่อคนตายกลายเป็นศพแล้ว เขาจะต้องจัดให้มีพิธีส่งวิญญาณไปเกิด อันนี้มันเท็จจริงอย่างไรครับ
ท่านอาจารย์

 นั้นมันเป็นเรื่องของศาสนาคริสต์ ฮินดู หรือ อิสลาม ต่างหากถ้าหากส่งไปเกิดได้แล้วใครจะทำดีทำชั่วอย่างไรก็ตาม ตายแล้วจะต้องส่งไปเกิดในสวรรค์ด้วยกันทั้งนั้นไม่ต้องระวังบาปอะไรให้ลำบาก แต่นี่ทางศาสนาคริสต์ฮินดู ก็ยังต้องระวังบาปอยู่เหมือนกัน อนึงตายไปแล้วเป็นผีไม่เห็นตัวไปส่งจะต้องไปกับอะไร และสวรรค์นั้นเล่าใครไปมาแล้วว่าอยู่ในสถานที่ใด จะไปส่งกันอย่างไรจึงจะไปถูก


ผู้ถาม
 บางคนมีพระพุทธรูปไว้ในตัวแล้วแสดงอาการต่างๆ คล้ายกับคนบ้า
ท่านอาจารย์

 นั่นแหละดีนัก อย่างโบราณท่านว่าไว้ อวดคนแก่ดิน อวดกินแก่ขี้ อวดดีแก่ตาย อวดสบายแก่โรค นั่งโงกงมแก่เหลียว แลว่าตน รูปตนคือผี เห็นอย่างไร


 

 b a c k
หน้า
 n e x t
< กลับ >
( จำนวนคนอ่าน 3493 คน )