|
พุทธศาสนาสอนสัจธรรมของจริงของแท้
เมื่อจะศึกษาพุทธศาสนาจึงควรคิดค้นหาของจริงว่าอะไรเป็นของจริงของแท้
เดี๋ยวจะไปเข้าใจเอาว่าของจริงเป็นของไม่จริง แท้จริงของทั้งปวงมันเป็นจริงของมันอยู่แล้วตามธรรมชาติ
แต่คนไปเข้าใจเอาตามมติของตนเองว่าไม่จริง ต่างหาก เช่นพระองค์สอนว่า
คนเราเกิดมาเป็นอนิจจํ ไม่เที่ยงมั่นยืนยง แปรสลายไปทนอยู่ไม่นาน
ทุกข เป็นทุกข์อย่างนี้ทุกถ้วนหน้า บอกไม่ได้ห้ามก็ไม่ฟังคำใคร
หากเป็นไปตามสภาพของสังขาร มีเกิดแล้วก็มีการดับไปเป็นธรรมดาอย่างนั้น
นี่เป็นความจริงและความจริงนี้ก็มีอยู่ในโลกแต่ไหนแต่ไรมา
ใครจะดัดแปลงแก้ไขอย่างไรก็ไม่ได้ แพทย์เยียวยารักษาของที่มันแตกไม่ดีมันชำรุดแล้ว
เพื่อให้กลับคืนดีเป็นปรกติตามเดิมก็ได้บ้างไม่ได้บ้าง
ในที่สุดก็ต้องแตกสลายไปสู่สภาพเดิมของมัน หมอเองก็ต้องเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน
ของจริงมีอยู่อย่างนี้
คนเกิดมามีแต่กลัวความตาย แต่หาได้กลัวต้นเหตุ คือความเกิดไป
จึงหาเรื่องแก้แต่ความเจ็บ ความตาย แก้ไม่ถูกจึงวุ่นวายกันไม่รู้จักจบสิ้นสักที
แก้เจ้บปวดเมื่อยตรงนี้หายไปแล้วอีกหน่อยก็เจ็บปวดเมื่อยตรงโน้นอีกต่อไปแก้ตนเองได้แล้วยังคนอื่นอีก
เช่น ลูกหลาน คนโน้น คนนี้ ไม่รู้จึกจบสิ้นสักที ตายแล้วกลับมาเกิดอีก
ก็เป็นอยู่อย่างนี้เช่นเดิม เรียกว่า วัฏฏะ ไม่มีที่สุดลงได้
พระพุทธเข้าจึงสอนให้แก้ตรงจุดเดิม
คือผู้เป็นเหตุให้นำมาเกิดได้แก่ จิตที่ยังหุ้มห่อด้วยสรรพกิเสสทั้งปวงให้ใสสะอาดไม่มีมลทิน
นั่นแลจึงจะหมดเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ต้องวุ่นวายอีกต่อไป
พระพุทธองค์ สอนให้เข้าถึงต้นเหตุให้เกิดคือ ใจ และสรรพกิเลสทั้งปวงอันปรุงให้จิตคิดนึกส่งส่ายต่างๆ
แล้วทำให้จิตเศร้าหมอง มืดมิดจึงไม่รู้จักผิด ถูก ดี ชั่ว
ตามเป็นจริง พระองค์สอนให้ทำจิตนั้นให้ใสสะอาดปราศจากความมัวหมอง
ซึ่งกองกิเกสทั้งปวง มีปัญญาสว่างรู้แจ้งแทงตลอดกิเลสที่เป็นอดีตอนาคนมารวมลง
ปัจจุบันเป็นปัจจัตตัง อย่างไม่มีอะไรปกปิดแล้วจึงจะหมดกิเลส
พ้นจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ต้องวุ่นวายอีกต่อไป
พึงเข้าใจว่าธรรมะเป็นของพ้นจากความแก่
ความเจ็บ ความตาย แล้วก็ตามแต่รูปอันนี้ประกอบด้วยธาตุสี่ยังไม่แตกสลายขันธ์ห้ายังใช้การได้อยู่
อายตนะ ผัสสะ ยังจำเป็นจะต้องปรารภเรื่องนั้นๆ อันเป็นเหตุปัจจัยอยู่
แต่ท่านผู้รู้ทั้งหลายปรารภแล้วก็แล้วไป เรื่องเหล่านั้นเป็นสักแต่ว่าไม่ทำให้ท่านกังวลด้วยประการใดๆ
ทั้งสิ้น
|