หน้าแรก
แผนผังเว็บไซต์
ติดต่อทีมงาน
ปุจฉา-วิสัชนา : หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
หน้า ๒
ประวัติหลวงปู่เทสก์ เทสรํสี
วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๙ (เวลาบ่าย)
"สนทนาธรรม"
ผู้ถาม
ผมเคยหัดภาวนาโดยบริกรรม พุทโธๆ ต่อมารู้สึกว่าจิตมันนิ่งและคำบริกรรมหายไป
ท่านอาจารย์
ที่ภาวนา พุทโธๆ จิตมันวางหมด พุทโธก็หายใปเหลือแต่ผู้รู้ ให้กำหนดเอาผู้ที่รู้ว่ามันหายไปนั้น อย่าไปว่า พุทโธ อีกนี่ภาวนาเป็นแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วมันสุขหรือไม่
ผู้ถาม
รู้สึกเฉยๆ ไม่รู้สึกว่าเป็นสุขอะไร ไม่เห็นว่าตนเองดีอกดีใจอะไร
ท่านอาจารย์
เพราะไม่รู้จักความสุขชนิดนี้ มีแต่สุขเพราะความยึดถือสุขว่างๆ อย่างนี้ยังไม่เคยมี
ผู้ถาม
คนที่ปฏิบัติภาวนาเป็นนั้น เพราะกรรมที่เขาสร้างสมมาที่เรียกว่าบารมีชาติก่อนที่สร้างไว้ใช่หรือไม่ หรือจะเป็นเพราะวิริยะที่ทำความเพียรชาตินี้เอง
ท่านอาจารย์
ถ้าภาวนาเป็นแล้ว บุญก็มาวาสนาก็ส่งให้อะไรๆ ก็ดีไปหมดถ้าภาวนาไม่เป็นแล้วอะไรๆ มันก็ตันตื้นไปหมดภาวนาเป็นแล้วถึงขนาดนั้น มันก็ไม่พ้นขี้เกรียจอยู่ดีๆ นั่นเอง
ผู้ถาม
ทำไมท่านอาจารย์สอนจึงเข้าใจ แต่คนอื่นพูดไม่เข้าใจ
ท่านอาจารย์
นั่นเรียกว่าบุญมาวาสนาส่งแล้ว เพราะเราก็มีศรัทธาแล้ว ก็มีครูบาอาจารย์มาสอนให้ด้วย เราทำคำสอนของท่านก็เป็นไปตามปรารถนา บุญ คือทุนเดิมมมีอยู่แล้ว ศรัทธาเพิ่มบุญให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป เอาบุญมาสร้างบุญยิ่งๆ ขึ้นในสิงคโปร์นี้จะมีที่ไหนที่สร้างบ้านแล้วมีพระมาอยู่ให้อย่างนี้
ผู้ถาม
ได้พิจารณากายให้เป็น ธาตุดิน ธาตุลม ธาตุน้ำ ธาตุไฟ เมื่อมองดูตัวของตนเองแล้วมีความรู้สึกว่ามันเป็นตัวอะไรก็ไม่ทราบ
ท่านอาจารย์
มันก็แน่ละซี เมื่อพิจารณาเห็นเป็นธาตุแล้ว มันก็ไม่มีตัวมีตนเห็นเป็นสักแต่ว่าธาตุเท่านั้นที่เราเรียกตามสมมุติว่าคน ว่าสัตว์แท้ที่จริงไม่ใช่ทั้งนั้น เป็นแต่ธาตุเฉยๆ
ผู้ถาม
ผมกลัวตาย
ท่านอาจารย์
มันมีแต่เห็นตามเป็นจริงอย่างนั้น แต่ความรู้มันไม่พร้อมต้องเห็นพร้อมด้วยความรู้ด้วยคือเห็นชัดด้วยปัญญาแล้วใจมันสงบอยู่ ณ ที่เดียว มันจึงไม่ต้องตาย
ผู้ถาม
เมื่อกำหนดลมหายใจแล้วนับลมหายใจ แล้วต่อจากนั้นก็วางลมหายใจหรือว่ามันจะวางเอง การทำอย่างนี้ได้ประโยชน์อะไร
ท่านอาจารย์
กำหนดลมหายใจจนสงบแล้ววางเอง เป็นประโยชน์คือเป็นสือให้เข้าถึงความสงบนั้นเองเพราะความสงบเป็นความสุขที่แท้จริง
ผู้ถาม
ขอกราบเรียนถามเรื่องผู้รู้ ท่านอาจารย์เคยแนะนำให้จับผู้รู้เมื่อผมพิจารณาอะไรคือ ผู้รู้ ผมบอกว่าผมเป็น ผู้รู้ ถ้าหากว่าผมเป็นผู้รู้ก็ตรงกันข้ามกับอนัตตาไป
ท่านอาจารย์
ตอนนี้มันเป็นอัตตาเสียก่อนอย่าเพิ่งเป็นอนัตตาก่อนเลย ให้เห็นอัตตาชัดแน่เสียก่อน เราปฏิบัติอัตตาไปหาอนัตตาอย่งตัวเรานี้ เราถือว่าเรา เมื่อพิจารณากันจริงจังแล้วมันไม่มีสาระอะไรเลย แล้วปล่อยมันเสียถึงแม้ผู้รู้นั้นก็หาสาระอะไรไม่ได้รู้สึกแต่ว่ารู้เฉยๆ แล้วก็เที่ยวไปรู้นั่นรู้นี่หาสาระไม่ได้
ผู้ถาม
ผมสนใจในทางศาสนาพุทธศาสนามานานแล้วแต่ไม่มีครูบาอาจารย์อธิบายให้ฟัง เมื่อแม่ชีชวนกลับมาบ้านพักนึงก็ได้มาสนทนากับแม่ชีชวนบ้างแล้วก็มาหัดนั่งภาวนาตามตำราบอกว่า พอเกิดภาพนิมิตหรืออะไรอื่น เราหลงไปยึดมันแล้วอาจเป็นอันตรายกับเราก็ได้ผมกลัวว่าจะหลงภาพนิมิตหรือหลงอย่างอื่นๆ ที่จะเกิดขึ้นปัจจุบันนี้ผมนั่งภาวนาวันละครึ่งชั่วโมง กำหนดลมหายใจเข้า-ออกเพราะมีครูบาอาจารย์อยู่ใกล้ๆ ถ้าท่าอาจารย์ไปแล้วผมกลัวจะเกิดสัญญาวิปลาส ผมขอกราบเรียนถามว่าถ้าหากเกิดสัญญาวิปลาสขึ้นหรือมีการหลงเรื่องนิมิตหรืออะไรต่ออะไรจะมี ทางแก้ไขอย่างไรครับ
ท่านอาจารย์
มันไม่เป็นง่ายๆหรอก ตั้งเป็นร้อยๆพันๆ คนที่ภาวนาก็ไม่เห็นเป็นบ้าก่อนจะภาวนาเป็นมันก็ยากอยู่แล้วภาวนาเป็นแล้วจะเกิดวิปลาสตอนนี้ไม่ใช่ง่ายๆ เปรียบอุปมาที่เขาเล่าลือว่าเสือกินคนไม่ทราบกี่สิบปีกี่ร้อยปี จะมีเสื่อกินคนสักคน พากันกลัวเสือจะกิน ไม่เป็นไรหรอกขอให้ทำเถิด การหัดสติให้ดีมันจะเป็นบ้าได้อย่างไร คนที่เป็นบ้าคือคนไม่มีสติต่างหาก
ผู้ถาม
ผมเคยหัดภาวนามาหลายปีแล้วรู้สึกได้ผลดีเวลานั่งเดี๋ยวนี้เข้าถึงความสงบได้ง่าย ผมจะทราบได้อย่างไรว่า การปฏิบัติของผมก้าวหน้าหรือไม่ และจะต้องทำอะไรต่อไปหรือทำอยู่อย่างนี้ตลอดไป
ท่านอาจารย์
ดีแล้วที่ทำภาวนาให้เข้าถึงความสงบได้ เพราะคนเรามาติดขัดตรงที่จะให้เข้าความสงบนี้แหละ เมื่อเข้าถึงความสงบได้แล้วให้จำหลักวิธีที่ให้เข้าถึงความสงบนั้นให้มั่นคงแล้วปฏิบัติให้มันชำนาญ ทำอยู่อย่างนี้แหละ เมื่อชำนาญแล้วความก้าวหน้าจะเกิดขึ้นเป็นไปเอง เหมือนกับต้นไม้ รักษาต้นไว้ให้มั่นคงต่อไปมันแก่แล้วออกดอกออกผลของมันเอง มันเป็นเอง แต่อย่างไรก็ดีเรื่องที่จะให้เกิดผลนั้น มันยากที่จะรู้ตัวเหมือนกัน บางทีเกิดผลแล้วรู้ตัว เช่นหัดทำความสงบได้บ่อยๆ พอเราหัวทำความสงบได้ชำนาญแล้ว คราวนี้เรามองเห็นสิ่งที่ไม่สงบเลยทำให้เกิดความสงสาร เกิดอุบาย ปัญญา เห็นโทษทุกข์ของเรื่องความไม่สงบ อันนี้เรียกว่า ผลของความสงบ บางทีเกิดอะไรแปลกๆ ต่างๆ เป็นของมหัศจรรย์ เรียกว่าการปฏิบัติเจริญก้าวหน้า ขอให้ทำอยู่อย่างนั้นแหละ ตลอดไป มันเกิดอะไรหรือไม่ก็อย่าไปคำนึงถึงมัน
ผู้ถาม
ความสงบที่เกิดขึ้นทำให้มีความสุขแต่ความสุขนั้นอยู่ไม่นานแล้วหายไป เหมือนกับนอนหลับครับผม
ท่านอาจารย์
ความสงบสุขเกิดขึ้นก็เป็นผลเหมือนกัน ความสุขอันนั้นไม่มีอามิส เป็นผลของความสงบ ที่มันหายไปนั่นยิ่งเป็นความสุขมาก ไม่เข้าใจตามเป็นจริง มันมีปรากฎการณ์ของมันอยู่ คืออย่างนี้ บางอย่างซึ่งเราเคยเห็นมาแล้ว เช่น ความพอใจยินดีในทรัพย์สินเงินทองหรือสิ่งใดที่ได้มาแล้ว เราก็ดีใจจนเหลือประมาณ คราวนี้เมื่อราทำความสงบ เรารู้สึกเฉยๆ ในสมบัติ เหล่านั้นมันก็เป็นของแปลก ประการหนึ่ง หรือมิฉะนั้นสิ่งที่เรารักหรือพอใจ ชอบใจ สิ่งนั่นเสื่อมสูญหายไป มันวิบัติไป มาตอนหลังนี้ความเสียใขจะไม่มี อยากไปอยู่ในความสงบที่เคยฝึกหัด อันนี้เป็นผลพลอยได้ของความสงบของอย่างนี้มีเหมือนกันผู้ทำความสงบต้องเป็นอย่างนี้ทุกคน เป็นอย่างนี้หรือไม่
ผู้ถาม
ผมยังไม่เคยคิดและไม่เข้าใจในเรื่องเหล่านี้มาก่อน
ท่านอาจารย์
ความสงบสุขเกิดจากประสบการณ์ทั้งหลายเหล่านี้ เนื่องจากความสงบมันจึงไม่มีการหวั่นไหว ไม่มีการเดือดร้อนมีความกล้าหาญ อันนี้เป็นผลพลอยได้จากความสงบ คุณไม่เข้าใจไม่เคยสังเกต แต่ความสุขสงบที่ได้รับ ทำให้อดปฏิบัติไม่ได้ ผลก็เลยเกิดขึ้นมาอย่างนั้น
ผู้ถาม
จะทำอย่างไรถึงจะก้าวหน้าต่อไป
ท่านอาจารย์
คิดดูตั้งแต่แรกเราทำไม่ได้ มันขึ้เกรียจขี้คร้าน บางทีมันก็อยากทำบางทีก็ไม่อยากทำ พอตอนนี้มันชอบใจ คือ มันเห็นความสุขความสงบก็อดชอบใจอดอยากทำไม่ได้ นี่เรียกว่าความเจริญมันค่อยก้าวหน้าขึ้นความรู้ต่างๆ ซึ่งแต่ก่อนมันข้องอยู่ในใจ ก็ต้องละได้ทิ้งได้ มันจึงค่อยสงบ ถ้าทิ้งไม่ได้มันก็ไม่สงบนี่เรียกว่ามันเจริญในทางปฏิบัติมันเจริญไม่รู้ตัว เพราะเราไม่เคยศึกษาและไม่ชำนาญในเรื่องเหล่านี้
ผู้ถาม
ผมหัดเข้าถึงความสงบได้ แต่ไม่เคยมีความรู้ความเข้าใจเกิดขึ้น ถ้าจะให้ได้รับประสบการณ์ของความรู้เกิดขึ้นจะทำได้อย่างไร จะต้องมีการคิดค้นก่อนภาวนาใช่หรือไม่
ท่านอาจารย์
อย่าไปแส่ส่ายหาความรู้ในเมื่อมันสงบแล้ว ความสงบนั้นมันจะหายไป มันจะเกิดความรู้ขึ้นมาเอง ถ้ามันไม่เกิดก็ให้รักษาความสงบไว้ก่อน จะนานแสนนานก็ช่างมัน ความคิดค้นหาความรู้โดยปราศจากความสงบแล้วเป็นของปลอมนานหนักเข้าความสงบก็หายไป แล้วจะยังเหลือแต่ความคิด คราวนี้แหละจะเดือดร้อนใหญ่่
ผู้ถาม
คนที่อยากภาวนาให้ได้อย่างเต็มที่ ท่านอาจารย์จะสอนให้เขามีกำลังใจเพื่อให้ทำได้เต็มที่อย่างไร
ท่านอาจารย์
อาจารย์เองเป็นแต่ผู้สอน คนที่ภาวนานั้นต่างหากทำเอง คือทำให้เกิดศรัทธาพอใจในอุบายที่อาจารย์สอนนั้นให้เต็มที่ ก็ภาวนาได้เต็มที่เท่านั้นเอง
ผู้ถาม
อะไรคือความดี อะไรเป็นอุปสรรคของความดี จะแก้ไขอย่างไร
ท่านอาจารย์
การกระทำดีในทางที่พุทธศาสนานิยมคือ ทำสิ่งใดไม่เป็นภัยแก่ตนและคนอื่น นั้นเรียกว่าทางที่ดี อุปสรรคที่ไม่ให้ทำความดีได้มันก็มีหลายอย่างเหมือนกัน แต่ถ้าหากผู้ใดเห็นคุณค่าในการทำความดี ก็อาจจะฝ่าฝืนอุปสรรคให้ลุล่วงไปได้
ผู้ถาม
พวกที่ไม่มีโอกาสพบพุทธศาสนา เขาจะเจริญก้าวหน้าได้อย่างไรครับ
ท่านอาจารย์
ธรรมะมีอยู่ทั่วไปทุกคนต้องมีธรรมะทั้งนั้น แต่มีคนละอย่างกัน ที่ไม่ได้พบพุทธศาสนาหรือไม่ได้พบศาสนาที่แสดงสัจธรรมอันแท้จริง ยากที่จะเจริญก้าวหน้าได้ เจริญได้ แต่ที่จะให้ถึงที่สุดทุกข์นั้นเป็นไปไม่ได้
หน้า
๒
( จำนวนคนอ่าน 2506 คน )