|
ผู้ถาม
|
ที่ทำภาวนานี้ไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้นต้องการทำใจให้ว่าง
ตลอดเวลา
|
|
ท่านอาจารย์
|
ให้เข้มใจอย่างนี้ใจเป็นกลาง
ผู้คิดผู้ส่งไปเป็นอารมณ์นั้น คือจิตให้จับเอาจิตผู้เป็นหตุนี่ให้ได้จึงจะหมดเรื่อง
|
|
ผู้ถาม
|
ที่ทำภาวนานี้ไม่ต้องการอะไรทั้งสิ้นต้องการทำใจให้ว่าง
ตลอดเวลา
|
|
ท่านอาจารย์
|
มันไม่ว่างน่ะซี่
ถึงว่างก็ไปยึดความว่างนั้น ก็เลยไม่ว่าง
|
|
ผู้ถาม
|
จะพยายามละอุปาทานได้อย่างไร
|
|
ท่านอาจารย์
|
มันยังมากมายขอให้พิจารณาอัตตานี้เสียก่อนเมื่อพิจารณาอัตตานี้
เห็นชัดเจนแล้วจนไม่มีอัตตาสิ่งทั้งปวงทั้งหมดเป็น อนัตตา
นั่นแหละจึงจะละอุปาทานได้
|
|
ผู้ถาม
|
ขอท่านอาจารย์โปรดอธิบายคำตอบสุดท้ายอีกครั้งหนึ่งครับ
|
|
ท่านอาจารย์
|
ขอให้ใช้สติควบคุมปัญญาพิจารณา
รูป-นาม คือกายกับใจ อันนี้ให้เห็นแจ้งชัดเจนด้วยใจของตนเอง
แล้วมองเห็นสิ่งทั้งปวงมีสภาพเหมือนกันหมด นี่ก็ เป็นอุบายอันหนึ่งของอุบายหลายๆ
อย่างด้วยกัน ซึ่งจะทำให้ละอุปาทานได้ อุปาทานไม่ใช่อันเดียว
มีหลายอย่าง แต่ไปชัดอุอายอันเดียว แล้วเรื่องอื่นก็ชัดด้วยกันทั้งหมด
|
|
ผู้ถาม
|
ที่ท่านอาจารย์ให้พิจารณากายนั้น
ควรจะพิจารณาส่วนไหนครับ
|
|
ท่านอาจารย์
|
จะพิจารณาส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้แล้วแต่ถนัด
เมื่อมันชัดแล้วส่วนอื่นก็ชัดตามกันไป หรือจะชัดเฉพาะแต่ส่วนที่พิจารณาก็เอา
อย่าไปอยากให้มันชัดทั้งหมดประเดี๋ยวใจมันจะถอนออกมาเสีย
สิ่งที่ชัดจะหายไปเสียสิ่งที่ไม่ชัดก็เลยไม่ชัดตามกันไปด้วย
|
|
ผู้ถาม
|
ถ้าพิจารณานิจจัง
หรือนามธรรมอื่นอันใดจะชัดกว่าครับ
|
|
ท่านอาจารย์
|
เมื่อพิจารณาอนิจจัง
ขอให้ลงถึงใจจริงๆ เกิดเป็นชัดด้วยกันทั้งนั้นไม่ว่ารูปและนาม
|
|
ผู้ถาม
|
เวลาทำความสงบมีอารมณ์เล็กน้อย
มันจะไปยึดเอาแต่ความสงบนั้น
|
|
ท่านอาจารย์
|
ก็ต้องเป็นอย่างนั้น
ความสงบเป็นความสุขอย่างยิ่ง แต่ความไม่สงบเป็นสัญชาติญาณมันยังมีอยู่และไม่มีความสุข
จงทำความสงบให้มากจนไม่มีอารมณ์แล้วอยู่เป็นสุข
|
|
ผู้ถาม
|
เวลาที่ทำสมาธิโดยกำหนดลมหายใจและมื่อจิตสงบนิ่งดีแล้วกลับมาพิจารณากายโดยคิดไปว่า
น่าจะเป็นโรคอันนั้นอันนี้ ซึ่งก็อาจจะเป็นไปได้ แต่เมื่อคิดว่าขณะนี้กำลังพิจารณา
อานาปานสติอยู่ ก็นับหนึ่ง - สอง -สาม--- จนถึง สิบแทนการกำหนดลมหายใจ
ความรู้สึกนั้นก็หายไป ทำอย่างนี้จะถูกหรือไม่
|
|
ท่านอาจารย์
|
จิตยังไม่สงบเต็มที่ยังไม่เข้าถึงธรรมจึงต้องหวงแหนร่าง-กายอยู่กลัวจะเกิดโรคนั้นโรคนี้อยู่
ถ้าจิตเข้าถึงสมาธิเต็มที่แล้วและเข้าถึงธรรม ความวิตกกังวลเช่นนั้นจะไม่มีเลย
|
|
ผู้ถาม
|
ผมเข้าใจว่าเมื่อใจจะเป็นฌาณต้องวางอารมณ์เสียก่อน
เมื่อวางแล้วก็เป็นฌาณหลังจากนั้นผมพยายามจับอาการสามสิบสองพิจารณาใหม่
|
|
ท่านอาจารย์
|
ฌาณก็ต้องอารมณ์ไม่มีอารมณ์ก็เรียกฌาณได้อย่างไร
อารมณ์ของฌาณคืออานาปานสติ อนุภ กสิณ ทั้งหลาย เป็นต้น
ที่จับเอาอาการสามสิบสองมาพิจารณานั้นดีแล้ว ขอให้พิจารณาไปเกิดเป็นอย่างไรช่างมันขอให้มันเป็นก็แล้วกัน
|
|
ผู้ถาม
|
เวลาอารมณ์อะไรมาแทรกขณะที่กำลังพิจารณาอยู่ใจก็มักจะเข้าหาฌาณแต่ถ้าเมื่อใดใจจดจ้องแต่อารมณ์เดียว
เวลาจับเอาอารมณ์นั้นมาพิจารณากาย จิตใจก็จะตั้งมั่นอยู่ที่กาย
|
|
ท่านอาจารย์
|
ฌาณเป็นอารมณ์ขี้ขลาด
เหตุนั้นเมื่อมีอารมณ์มาแทรก จึงหลบเข้าฌาณเสียสมาธิเป็นอารมณ์กล้าหาญ
เมื่ออารมณ์ใดเข้ามาแทรกจะต้องจดจ้องเพ่งพิจารณาอยู่ที่กายแห่งเดียว
|
|
ผู้ถาม
|
เมื่อก่อนนี้ผมคิดว่าการเรียนหมอนี้เป็นหลักวิชาที่ได้เปรียบในเรื่องการพิจารณา
แต่เดี๋ยวนี้ทราบว่าเข้าใจผิด การไปเพ่งดูโรคต่างๆแล้วเอาพิจารณานั้น
มันยังเป็นการเพ่งภายนอก
|
|
ท่านอาจารย์
|
เราเพ่งอันนั้นนับว่าดีแล้ว
เราจับจุดได้ว่ามีโรคอะไรเกิดขึ้นในที่นั่น เราเพ่งเรียกว่าเพ่งออกไปภายนอกเรียกสมาธิเหมือนกันเมื่อจิตใจจดจ่ออยู่อันเดียวเรียก
สมาธิ แต่เป็นสมาธิส่งนอกบรรดาวิชาทั้งหลายที่เรียนรู้สมาธิ
แต่เป็นสมาธิส่งนอกบรรดาวิชาทั้งหลายที่เรียนรู้มาแล้ว
ในโลกนี้และนำออกมาใช้ทั้งหมด ส้วนแต่เกิดจากสมาธิ อันนี้ทั้งนั้น
แต่ในทางพุทธศาสนาให้ย้อนกลับมา พิจารณาภายในใครเป็นผู้พิจราณาใจเป็นผู้พิจารณาจับใจนั่นแหละมา
พิจารณา อ๋อ.. ผู้นี้เองเป็นผู้พิจารณา แล้วเรามาพิจารณาใจว่า
มันมีอะไรอยู่ตรงนี้บ้าง เวลาเราคิดนึกส่งส่ายมันไปหาอะไรจับตรงนี้แหละขึ้นมาพิจารณาอยู่ตรงนี้
ตั้งสติควบคุมทำความรู้สึกไว้เอาแค่นี้เสียก่อนเมื่อสมาธิเกิดมันต้อง
วางอารมณ์อันนั้นตาม หลักพระพุทธศาสนาถ้าหากไปติดอารมณ์นั้นอยู่
เป็นสมาธิเหมือนกันแต่เป็นสมาธิส่งนอก
|
|
ผู้ถาม
|
เมื่อก่อนนี้เวลาภาวนา
พิจารณาเห็นสมองของคนอื่นอยู่ข้างหน้าปัจจุบันนี้พยายามพิจารณาให้เป็นสมองของตัวเองบ้าง
จะเป็นอย่างไรครับ
|
|
ท่านอาจารย์
|
มันก็ดีละซี
เห็นภายนอกแล้วน้อมเข้าภายในกายของตนไม่ให้ส่งออกไปภายนอกไม่ว่าแต่สมองล่ะ
อื่นๆ ก็ให้น้อมเข้าอย่างนั้นเหมือนกันก็ใช้ได้
|
|
ผู้ถาม
|
เราจะต้องแยกจิตออกจากอารมณ์ใช่ไหมครับ
|
|
ท่านอาจารย์
|
แยกหรือไม่แยกเราไม่ต้องพูด
เมื่ออารมณ์ทั้งหลายมี รูป เป็นต้นที่ตามีประสาทเป็นผู้รับรู้อย่างภาษาสมัยใหม่เรียกว่า
เซลล์ประสาทก็ดีเซลล์อื่นก็ดี เป็นแต่เครื่องรับผู้รู้นั้น
คือ ธาตุรู้ สภาพที่รู้นั้นแหละจับให้ได้ เมื่อจับตัวนั้นได้แล้ว
สิ่งอื่นก็หายไปหมดก็เป็นอันแยกอารมณ์กับจิตออกจากกันได้แล้ว
|
|
ผู้ถาม
|
เมื่อเวลาภาวนาจะได้ยินอะไรหรือได้เห็นอะไรในขณะนั้นเราทำเป็นไม่สนใจ
ทำเป็นไม่รู้ปล่อยวางอารมณ์ให้เฉยๆ เสียจะได้ไหมครับ
|
|
ท่านอาจารย์
|
นั้นเป็นวิธีวางอารมณ์
ชำระอารมณ์ คือเวลาที่มีอารมณ์ เรารู้จักชำระอย่างนี้หากอารมณ์อื่นเกิดขึ้นมาอีก
ก็ต้องใช้แบบนี้แต่ปรกติธรรมดา ถ้าไม่มีสิ่งใดจะพิจารณาเราต้องมาพิจารณาอารมณ์อันนี้อีกเหมือนกันต้องให้มีความชำนาญ
ถ้ามันไม่มีอะไรจิตอยู่เฉยต้องย้อนกลับมาค้นคิดอยู่อีกให้อยู่กับอารมณ์ที่เกิดนี้
ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วจิตจะส่งไปในที่ต่างๆ
|
|
ผู้ถาม
|
เวลาพิจารณาอาการ
๓๒ ส่วนใดส่วนหนึ่งจนชัดเจนเห็นตามเป็นจริง แต่มันไม่สลดสังเวขแลเบื่อหน่าย
มันยังเห็นต่อไปว่ากลัวจะเกิดโรคอย่างนี้อีกด้วยผมกลัวว่าจะไม่ถูกทางพ้นทุกข์ทางที่ถูกจะทำอย่างไร
|
|
ผู้อาจารย์
|
อันนี้มันยังอยู่ที่เรียกตามหลักวิชาที่ศึกษามา
เลยเห็นเพียงสักแต่ว่าธรรมดา ไม่ยึด ไม่ถือ เห็นเป็นธรรมดาเหมือนกับท่อนไม้ท่อนฟืน
เห็นไม่ใช่เขา เห็นเพียงแค่นั้นใจของเรายังไม่ทันเป็นสมาธิ
ถ้าเป็นสมาธิเห็นประจักษ์แจ้งวางปุยซึ่งตำราทั้งหมด แล้วเห็นเฉพาะตนเอง
มันก็สลดสังเวช อันนี้มันไม่เข้ามาในใจ มันไปอยู่ที่อื่นเสียจีงไม่เกิดสลดสังเวช
|
|
ผู้ถาม
|
ผมกลัวว่าจะไปติดทางวิชาเก่าคือ
วิชาแพทย์ เป็นหมอไม่ได้อบรมทางพุทธศาสนากลัวว่าจะไม่ทราบไม่เข้าใจความพ้นทุกข์เพียงพอเพื่อที่จะเข้าสู่หลักได้
จึงอยากจะกราบเรียนถามท่านอาจารย์ว่า ควรแก้ไขใหม่ดี หรือว่าเอาอารมณ์อันเก่ามาพิจารณา
|
|
ท่านอาจารย์
|
อารมณ์เก่าหรืออารมณ์ใหม่ไม่สำคัญขอแต่ให้เพ่งพิจารณาแน่วแน่นลงเฉพาะที่เดียว
เพ่งพิจารณาอะไรขอให้อยู่ ณ ที่นั้นให้เกิดความรู้ขึ้นเฉพาะตนอย่าไปเอาความรู้จากตำราหรืออื่นมาใช้เป็นอันใช้ได้ทั้งนั้น |