|
ลุกได้ต่อเมื่อเรากำหนดพิจารณาดูตั้งแต่ต้นที่จะนั่งสมาธิว่าเราๆด้ทำอะไรบ้าง
เริ่มตั้งแต่จุดธูปเทียน ไหว้พระสวดมนต์ แผ่เมตตา กำหนดอารมณ์
เครื่องบริกรรมภาวนา คืออารมณ์เป็นเครื่องรู้เครื่องพิจารณาของจิต
แล้วจิตของเรามีความเป็นไปอย่างไร สงบหรือไม่สงบ รู้หรือไม่รู้
ได้ผ่านสมาธิขั้นไหนอย่างไร มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง มีปีติไหม
มีความสุขไหม มีนิมิตไหม มีความรู้อะไรเกิดขึ้นไหม จนกระทั่งถึงจุดสุดท้ายที่เราจะออกจากสมาธิ
ว่าจิตของเราสงบไหม แล้วทีนี้เมื่อเราพิจารณาดูอย่างนั้นแล้ว
เราก็กำหนดรู้จิตของเราอีกทีหนึ่งว่าอะไรมันเกิดขึ้น
ความคิดอะไรเกิดขึ้น เราก็กำหนดรู้ความคิดอันนั้น ความคิดนี้มันดับไป
เราก็ปล่อยมันไป ความคิดใหม่เกิดขึ้น เราก็กำหนดรู้
เรียกว่าตามรู้ให้มันทันความคิด สำหรับผู้ที่บริกรรมภาวนาแล้วจิตไม่สงบ
บริกรรมอย่างไรมันก็ไม่สงบ ก็ควรจะเปลี่ยนเป็นวิธีนี้
คือวิธีที่จะนั่งหลับตาก็ตาม ลืมตาก็ตาม ให้คอยจ้องดูความคิดของเราเองว่าจะคิดอะไรขึ้น
พอคิดอะไรขึ้นมาปั๊บก็กำหนดรู้
เมื่อเราทำอย่างนี้จะได้ประโยชน์อะไร
เพราะเราดูทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความตั้งใจ ด้วยความมีสติ
จะทำให้สติของเราเด่นขึ้นมีกำลังขึ้น แล้วเราจะสามารถรู้ทันความคิดของเราเอง
เมื่อเราทันความคิดของเราเอง ต่อไปเราจะคิดอะไรคิดด้วยความรู้เท่าทันสิ่งที่เราคิดนั้นมันจะไม่สามารถดึงเอาจิตใจของเราให้ไปเกิดทุกข์ทรมาน
ความจริง คำว่า ความรู้
ตามความหมายของคำว่า รู้ ในสมาธิหรือสมาธิปัญญานั้นก็หมายถึงจิตสามารถรู้ทันอารมณ์ต่างๆ
ที่เราเคยนึกคิดว่ามันวุ่นวายแต่ก่อน โดยปกติที่เรายังไม่มีสมาธิ
ไม่มีสติปัญญารู้เท่าทันอารมณ์ เราดูอะไร เราได้ยินได้ฟังอะไร
ได้สัมผัสอะไรในทางตา หู จมูก กาย ใจ สิ่งที่จะพึงเกิดขึ้นมันก็มีอยู่
2 อย่างคือ พอใจ ไม่พอใจ นอกจากจะเกิดความพอใจ ไม่พอใจ
มันยังจะต้องปรุงแต่งไปอีก แล้วก็หาเรื่องไปเรื่อยๆ
จนตัวเองต้องเกิดทุกข์วุ่นวายขึ้นมา แต่ถ้าเรามีสมาธิ
มีสติปัญญารู้เท่าทัน เรามองดูอะไรทางตา ได้ยินอะไรทางหู
ได้กลิ่นอะไรทางจมูก รู้รสทางลิ้น สัมผัสทางกาย แม้แต่นึกทางใจ
เรามีสติคอยจ้องดูอยู่ ความรู้ทั้งหลายเหล่านั้นมันจะกลายเป็นเครื่องรู้ของจิต
เป็นเครื่องระลึกของสติ เพราะอาศัยความรู้เท่าทันอารมณ์ที่ผ่านเข้ามา
สิ่งใดที่เรารู้เท่าทันสิ่งนั้นไม่สามารถที่จะดึงใจของเราไปทรมานให้เกิดทุกข์ขึ้นได้
นี่คือผลที่จะบังเกิดขึ้น อันนี้มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทางกาย
ถ้ามีอาการอย่างนั้นจะมีวิธีแก้ไขโดยวิธีการใดวิธีการหนึ่งให้มันหายไป
มันจะสำลักก็หาวิธีการแก้ใขการสำลักนั้นให้หายไป แล้วกำหนดจิตภาวนาไปใหม่
ไม่ต้องไปรู้หนอหรอก มันเกิดขึ้นแล้วเราก็รู้เอง เพียงแต่รู้เท่านั้นไม่ต้องไปหนอมัน
อย่าไปกลั้น ปล่อย ถ้ามนันจะสำลักก็แก้ไขสิ่งเกี่ยวข้องทางกาย
หรือน้ำลายที่จะสำลัก ถ้าจะสำลักไม่กลืนก็บ้วนทิ้งเสีย
ทีนี้ก็ภาวนากันต่อไป ถ้ามันจะไอก็ไอให้มันหาย ถ้ามันจะหาวก็หาวให้มันหาย
อันนี้เป็นตัวทุกข์ที่เกิดขึ้นทางกายที่แก้ไม่ได้ ถ้าอย่างเรานั่ง
นอน เราจะไปคิดว่าปวดหนอๆ ก็หากจิตเราไม่สงบมันก็ไม่หายปวด
ในเมื่อทนไม่ไหวก็เปลี่ยนอิริยาบถเสียมันก็หายไป เป็นแต่เพียงว่าเรากำหนดรู้สามารถที่จะกำหนดจิตให้วิ่งเข้าสู่สมาธิได้อย่างฉับพลันก็ทำ
แล้วมันจะหายปวด เพราะจิตเข้าสมาธิอย่างแท้จริงแล้ว
จะไม่มีตัวปรากฏในความรู้สึกเพราะเวทนาเกิดจากกายเท่านั้น
อุเบกขาเวทนาเกิดจากใจโดยเฉพาะ
เรื่องความทุกข์ที่เกิดทางกายนี้เราฝึกไม่ได้หรอก
อย่างบางท่านปฏิบัติแล้วต้องอดอาหาร ต้องทรมานอย่างนั้นอย่างนี้
อย่าไปทำ อาตมาได้เคยอดข้าวเป็นอาทิตย์ๆแล้วก็ไม่ได้เกิดผลอะไรขึ้น
พระพุทธเจ้าสอนว่าคนที่ยังมีกิเลสเป็นเชื้ออยู่ แม้การทรมานตนด้วยการย่างตนบนถ่านเพลิง
ด้วยการทรมานตัวเอง ด้วยวิธีการต่างๆก็ไม่สามรถทำให้หมดกิเลสไปได้
แต่กิเลสจะหมดไปด้วยเหตุผล เราจะรู้เหตุผลก็ต้องค้นคิดพิจารณา
เมื่อเราคิดค้นเสร็จ รู้เหตุ รู้ผล ว่าทุกข์เกิดจากอะไร
สุขเกิดจากอะไร ทำอย่างไรจะเป็นทุกข์เปนสุขก็จะปล่อยวางไปเอง
ถ้าหากเรายังไม่รู้จริงเห็นจังแล้วเราจะไปละอย่างไรก็ละไม่ได้หรอกกิเลสน่ะ
อาตมาขอยืนยันว่ากิเลสไม่ใช่เรื่องที่จะไปละเอาได้ กิเลสที่ละได้คือการไม่ทำ
การไม่พูด แต่ความรู้สึกทางใจนี้เราละไม่ได้ ใครไม่เชื่อก็ลองพิจารณาจิตของตัวเอง
การละกิเลสทางกายก็คือ ศีล 5 ข้อ ปฏิบัติตามศีล
ในข้อที่จะละเมิดด้วยกาย
เช่น การฆ่า การลักขโมย การประพฤติผิดในกาม การดื่มสุราเมรัย
งดเว้นจากการทำ 4 ข้อนี้ เป็นการละกิเลสทางกาย เว้นจากการพูดปด
พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล ถ้าเรางดเว้นเป็นการละเลสทางวาจาละได้แต่กายกับวาจา
ส่วนทางใจนั้นต้องอาศัยอบรม ศีล สมาธิ ปัญญา ให้มีกำลังถึงขนาดประชุมเป็นองค์อรินมรรค
ความประชุมพร้อมขององค์อริยมรรคซึ่งเกิดจาก ศีล สมาธิ
ปัญญานี้ ตัวที่เด่นชัดที่สุดก็คือสติ เราภาวนาจุดมุ่งเพื่อให้เรามีสติอย่างเดียว
แม้ว่าเราจะรู้อะไรมากมายสักเพียงใดก็ตาม แต่สติยังหย่อน
สติยังบกพร่องอยู่ก็ไกลจากความสำเร็จ ถ้ามีสติสัมปชัญญะพร้อมก็กลายเป็นมหาสติ
ซึ่งเรียกว่า มหาสติปัฏฐาน นั่นแหล่ะจีงจะเกิดมีการประชุมพร้อมแห่งอริยมรรคภายในจิตของเรา
ศีล สมาธิ ปัญยา ก็จะเกิดเป็นเจตสิก ฝังแน่นอยู่ในจิต
เมื่อจิตเป็นศีล สมาธิ ปัญญา แล้วให้รวมเป็นหนึ่งของจิตเอง
ทีนี้เมื่อจิตเป็นศีล
สมาธิ ปัญญา ดดยธรรมชาติของศีล สมาธิ ปัญญาแล้วก็จะเป็นสิ่งบริสุทธิ์
สะอาด ไม่มีกิเลส แล้วจิตของเราก็กลับสภาพกลายเป็นไม่มีกิเลส
|