ปุจฉา-วิสัชนา : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
หน้า ๓/๓

ประวัติหลวงพ่อพุธ ฐานิโย

   ทำไมเมื่อออกจากสมาธิแล้วจะมีความรู้แปลกๆเกิดขึ้นซึ่งคาดไม่ถึง ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น และความรู้ที่ออกจากสมาธิใหม่ๆพอจะเชื่อได้หรือไม่ว่าเป็นความจริง
   

   อันนี้เป็นธรรมชาติของจิตที่ฝึกหัดสมาธิติดต่อ การทำสมาธิแต่ละครั้งๆ บางทีอาจจะไม่เกิดความสงบและความรู้จริงเห็นจริง ผู้ปฏิบัติรู้สึกเหน็ดเหนื่อยโดยเปล่าประโยชน์ไม่ได้ผลอันใดแต่ถึงกระนั้นการกระทำนั้นก็สะสมกำลังไว้ทีละน้อย ธรรมะเป็นอกาลิโก ได้จังหวะเมื่อไรก็เกิดความรู้แปลกๆขึ้นมาเมื่อนั้น และบางครั้งก็เกิดขึ้นมาอย่างลอยๆ บางครั้งก็อาศัยอดีตสัญญามากระตุ้น บางครั้งก็มีเหตุการณ์ในปัจจุบันมากระตุ้นให้เกิดความรู้ขึ้นมา อันนี้เป็นธรรมชาติของจิตของผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมสมาธิมาแล้วพอสมควร

 


   เมื่อปฏิบัติไปแล้วรู้สึกเหมือนมีอะไรรวมกลับเข้ามาในตัวคืออะไร
   

   อันนี้เป็นลักษณะของความหดสั้นเข้ามาของกระแสจิตที่ส่งกระแสไปสู่ที่ไกลๆแล้ว เมื่อเราภาวนาแล้ว เมื่อจิตจะสงบมันก็เริ่มหดสั้นเข้ามาจนกระทั่งถึงตัว แล้วก็สู่จุดแห่งความสงบ ซึ่งบางครั้งมันอาจจะเกิดขึ้นเพียงแต่รู้สึกว่ามันรวมกลับเข้ามาในตัว บางครั้งอาจจะเกิดแสงสว่างอยู่ในที่ไกลๆโน้น มองสุดลูกหูลูกตา เมื่อบริกรรมภาวนาหนักเข้า แสงนั้นจะย่นใกล้เข้ามาหาตัวทุกทีๆ เมื่อจิตสงบขึ้นมาจริงๆแล้วแสงจะวิ่งเข้ามาในตัว เกิดความสงบสว่างขึ้นภายในจิต อันนี้เป็นลักษณะการรวมของจิตเข้าสู่สมาธิซึ่งมันจะเป็นเองโดยธรรมชาติ

 


   เมื่อต้องการจะหยุดทำสมาธิ คล้ายกับมีร่าง 2 ร่าง เหมือมมีจิตแยกันอยู่ ควรจะปฏิบัติอย่างไรต่อไป
   

   เหตุการณ์ที่ว่านี้จะเกิดขึ้นเป็นบางครั้งบางขณะ บางทีเราทำจิตสงบลงไปเราอาจจะมองเห็นตัวของเราอีกร่างหนึ่งแฝงขึ้นมา มีความรู้สึกว่าเรามีกาย 2 กาย มีจิต 2 จิต เพราะในขณะนั้น เรารู้สึกว่ากายของเราแยกออกไปอยู่ข้างนอก ความรู้สึกของเราจึงแยกออกเป็น 2 ส่วน เมื่อเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นควรจะปฏิบัติอย่างไร อะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม มันจะป็น2ร่าง หรือ 3 ร่าง หรือ10 ร่างก็แล้วแต่ สิ่งที่ปรากฏการณ์ขึ้นนั้นเพราะผลที่เกิดจากการทำสมาธิ เมื่อจิตสงบลงไปสู่อุปจารสมาธิ กระแสจิตส่งออกไปข้างนอก ถ้าไม่เห็นภาพหรือรูปอย่างอื่นก็จะมองเห็นรูปตนเองปรากฏขึ้น เมื่อจิตสงบเข้าจริงจังแล้วร่างที่ 2 หรือ จิตที่ 2 จะหายไป จะมารวมอยู่ที่จิตๆเดียวคือจิตของเราเป็นเรื่องธรรมดา เป็นางผ่านของการทำสมาธิ ปัญหาสำคัญ อย่าไปเอะใจหรือไปตื่นกับเหตุการณ์เหล่านั้น ให้กำหนดรู้ลงที่จิตที่สงบอย่างเดียวเท่านั้น ถ้าไปเอะใจกับสิ่งเหล่านั้นจิตจะถอนจากสมาธิ นิมิตที่มองเห็นจะหายไป

 


   ขั้นของสมาธิที่เราปฏิบัติได้จะสังเกตได้ด้วยปรากฏการณ์หรือระยะเวลาที่ปรากฏการณ์นั้นเกิด
   

   ขั้นของสมาธิที่ปรากฏการณ์ขึ้น ความเกิดขึ้นของสมาธิมีอยู่ 2 ลักษณะ ลักษณะอย่างหนึ่งนั้นเมื่อเราบริกรรมภาวนาหรือกำหนดพิจารณาอะไรอยู่ก็ตาม เมื่อจิตเกิดมีอาการเคลิ้มๆลงไปเหมือนจะนอนหลับ แล้วจิตก็สงบวูบลงไป ตั้งมั่นเป็นสมาธิสว่างไสวขึ้น อันนี้เป็นลักษณะความสงบอีกอย่างหนึ่ง ความสงบอย่างนี้เรียกว่าผู้ทำสมาธินั้นยังไม่ชำนาญในการเดินจิต เราจะรู้แต่เฉพาะเรากำหนดบริกรรมภาวนา หรือพิจารณาอารมณ์ กับเมื่อตอนที่จิตสงบนิ่งแล้ว ช่วงระหว่างกลางนี้เรากำหนดไม่ได้ สมาธิจึงยังไม่พร้อมด้วยองค์ สมาธิที่พร้อมด้วยองค์นั้น ผู้ภาวนาจะต้องกำหนดร฿ไปตั้งแต่วิตก วิจาร แล้วก็เกิดปีติ เกิดสุข เกิดเอกัคคตา คือความเป็นหนึ่งของจิต จนกระทั่ง จิตละวิตก วิจาร ปีติ สุข ยังเหลือแต่เอกัคคตา กับอุเบกขา ซึ่งเป็นสมาธิขั้นอัปปนาสมาธิ หรือขั้นสมถะ

สมาธิที่เดินตามแนวองค์ฌานเป็นสมาธิของผู้บำเพ็ญจิตให้เป็นสมาธิชำนาญพอสมควร ถ้าชำนาญจริงๆแล้วสามารถที่จะยับยั้งจิตของตัวเองให้อยู่ในองค์ฌานนั้นๆ ตามที่ต้องการ เว้นเสียจิตไปอยู่ในฌานขั้นที่ 3 ขั้นที่ 4 นั้นแหละ จิตจะเป็นไปไปโดยอัตโนมัติเราจะทำอะไรไม่ได้ ถ้าจิตอยู่ในระหว่างฌานขั้นที่ 1 ที่ 2 ในตอนนี้เราสามารถประคองจิตของเราให้อยู่ในองค์ฌานนั้นๆได้ คือเราสามารถใช้ความตั้งใจอ่อนๆโดยที่เรานึกประคองจิตจะให้อยู่ในระดับปีติ อยู่ในระดับของสุข อยู่ในระดับของความสงบก็ได้ แต่ถ้าหากถึงฌานขั้นที่ 3 ขั้นที่ 4 แล้ว ทีนี้จิตเปนไปเองโดยอัตโนมัติ

 


   เวลาทำสมาธิ พอจิตนิ่งลมหายใจจะหายไป และคำภาวนาก็หายไปพร้อมกันแล้ว แต่รู้สึกเช่นนี้แค่เดี๋ยวเดียวก็รู้สึกตัว แล้วควรจะทำอย่างไรต่อไป
   

   เมื่อจิตสงบนิ่งลงไปแล้วจิตจะสงบละเอียดลงไปถึงจุดที่เรียกว่าอัปปนาสมาธิ ลมหายใจทำท่าจะหายขาดไป คำภาวนาก็หายไป พอรู้สึกว่ามีอาการอย่างนี้เกิดขึ้น ผู้ภาวนาตกใจ แล้วจิตก็ถอนจากสมาธิ เมื่อจิตถอนจากสมาธิแล้ว เกิดความรู้สึกตัวขึ้นมา ถ้ายังเสียดายความเป็นจิตในขณะนั้นที่มันเป็นขึ้นมานั้น ให้กำหนดจิตบริกรรมภาวนาใหม่จนกว่าจะสงบลงไป จนถึงขนาดลมหายใจจะหายขาดไป คำภาวนาหายไป

ถ้าตอนนี้เราไม่เกิดตกใจหรือเอะใจขึ้นมาก่อน จิตจะสงบนิ่งละเอียดลงไปกว่านั้น ในที่สุดจิตก็จะเข้าสู่อัปปนาสมาธิ อยู่ในขั้นที่ตัวก็หายไปหมด ยังเหลือแต่จิตรู้ สงบ สว่างอย่างเดียว ร่างกายตัวตนไม่ปรากฏ แต่ถ้าไม่ทำอย่างนั้นเมื่อลมหายใจจะหายไป คำภาวนาก็หายไป แล้วก็รู้สึกตัวขึ้นมา ให้หาเริ่องให้จิตมาพิจารณา พิจารณาโดยเพ่งกำหนดลงที่ใดที่หนึ่ง จะเป็นบริเวณหน้าอกก็ได้หรือจะเป็นท่อนแขนท่อนขาส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้ โดยกำหนดลงในจิตว่าเราจะลอกหนังออก แล้วก็กำหนดเถือเนื้อออก จนกระทั่งมองเห็นกระดูกคือว่าใจมองเห็นกระดูก ตายังไม่เห็นก่อน นึกลงไปให้มันถึงกระดูกโดยกำหนดลอกหนังออกเถือเนื้อออกแล้วนึกไปให้มันถึงกระดูก นึกกลับไปกลับมาอยู่อย่างนั้น แล้วเมื่อจิตน้อมใจเชื่อลงไปว่ามีกระดูกอยู่ที่ตรงนี้ให้กำหนดบริกรรมภาวนาว่า อัฐิๆๆแล้วก็จ้องจิตลงไปที่จุดนั้น เมื่อจิตสงบลงไปแล้วจิตจะมองเห็นกระดูกในจุดที่เพ่งนั้น ในทำนองนี้จะทำให้เราได้สมถกรรมฐาน

มีตัวอย่าง ครูบาอาจารย์ท่านเคยให้คำแนะนำกันมา ท่านอาจารย์องค์หนึ่งภาวนา พุทโธมาถึง 6 ปี จิตก็สงบลงไป ทำท่าว่าลมหายใจจะหายไป คำภาวนาก็หายไป แล้วจิตก็ตื่นขึ้นมา ไม่ถึงความสงบสักที ทีนี้อาจารย์องค์นั้นก็ไปถามท่านอิริยาบถอีกองค์หนึ่งว่าทำอย่างไรจิตมันจะสงบเป็นสมาธิดีๆสักที อาจารย์องค์นั้นก็ให้คำแนะนำว่าให้เพ่งลงตรงหน้าอกให้มันเห็นกระดูก โดยลอกหนังออกเถือเนื้อออก แล้วก็จ่อจิตลงไปบริกรรมภาวนาว่า อัฐิๆๆอาจารย์องค์นั้นไปปฏิบัติตามก็ได้สมาธิ แล้วก็ได้สมาธิเห็นกระดูกตรงหน้าอก ตอนแรกๆก็มองเห็นแต่กระดูกหน้าอกเพียงนิดเดียว เมื่อได้นิมิตเห็นกระดูกตรงนั้น จิตมันก็สงบนิ่งจ้องอยู่ตรงนั้น ลงผลสุดท้ายก็มองเห็นกระดูกทั่วตัวไปหมด มองเห็นกายทั้งหมดเป็นโครงกระดูกในเมื่อมองเห็นกายเป็นโครงกระดูกอยู่ชั่วขณะหนึ่ง แล้วโครงกระดูกก็พังลงไป แล้วก็สลายตัวไป หายไปหมด ยังเหลือแต่จิตสงบนิ่งเป็นสมาธิว่างอยู่อย่างเดียว

ทีนี้ในอันดับต่อไปนั้น เมื่อจิตสงบนิ่งว่างอยู่เฉยๆภายหลัง เมื่อจิตสงบนิ่งว่างอยู่พอสมควรแล้ว ก็เกิดความรู้อันละเอียดขึ้นมาภายในจิต แต่ไม่ทราบว่าอะไร มันมีลักษณะที่รู้ขึ้นมา แล้วก็ผ่านไปเหมือนๆกับขี้เมฆที่ลอยผ่านสายตาเราไปนั่นแหละ แต่จิตก็นิ่งเฉย สงบ นิ่ง สว่างอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่มันมีให้รู้ให้เห็นมันก็ผ่านไปเรื่อยๆทีนี้นึกถามดูซิตรงนี้เราจะเรียกว่าอะไร ตรงนี้เป็นภูมิความรู้ เป็นภูมิปัญญาของจิตอย่างละเอียดเกิดขึ้น ซึ่งเป็นความจริง ความจริงที่อยู่เหนือสมมติบัญญัติสภาวธรรม ส่วนที่เป็นสัจจธรรมเกิดขึ้นในจิตของผู้ปฏิบัตินั้นมีแต่สิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ ซึ่งท่านอาจารย์มั่นท่านว่า ฐีติ ภูตัง ฐีติภูตัง ของท่านอาจารย์มั่นในมุตโตทัย มีความหมายว่า ฐีติคือความตั้งเด่นอยู่ของจิต อยู่ในสภาพที่สงบนิ่ง เป็นกิริยาประชุมพร้อมกันของอริยมรรค ยังจิตให้บรรลุถึงความเป็นปกติภาพโดยสมบูรณ์

เมื่อจิตมีอริยมรรคประชุมพร้อม ภายในจิตมีลักษณะสงบ นิ่งส่วาง อำนาจของอริยมรรคสามารถปฏิวัติจิตไปสู่ภูมิรู้ ภูมิธรรมอย่างละเอียด ภูมิรู้ ภูมิธรรม ซึ่งเกิดขึ้นอย่างละเอียดไม่มีสมมติบัญญัตินั้น ท่านเรียกว่า ภูตัง ภูตัง หมายถึงสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่โดยธรรมชาติของมันอยู่อย่างนั้น แต่ไม่ทราบว่าจะเรียกว่าอะไร สงสัยต่อไป ในเมื่อเราไม่สามารถที่จะเรียกว่าอะไร ทำอย่างไรเราจึงรู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร พระพุทธเจ้าไม่ได้บอกไว้ แม้ท่านแสดงธรรมจักรให้ภิกษุปัญจวัคคีย์ฟัง ท่านอัญญาโกณฑัญญะ รู้ธรรม เห็นธรรม ก็รู้แต่เพียงว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นดับไปเป็นธรรมดา คำว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ก็ดับเป็นธรรมดา ในขณะที่ท่านอัญญาโกณฑัญญะท่านรู้เห็นอย่างนั้น ท่านไม่ได้ว่าอย่างนี้ คำว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเปนธรรมดา ดับไปเป็นธรรมดา ว่าเมื่อออกจากสมาธิแล้ว ในขณะที่อยู่ในสมาธิรู้เห็นสิ่งนั้น ท่านไม่ได้ว่าอะไรเพราะจิตของท่านสงบนิ่ง เด่น สว่างไสวอยู่แต่สิ่งที่ผ่านเข้ามาในจิต รู้ก็ผ่านไป แต่ไม่ทราบว่าอะไรเมื่อท่านออกจากสมาธิแล้ว ท่านจึงรู้ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพราะในขณะที่ท่านรู้ ท่านไม่รู้ว่าอะไรคืออะไร แต่มันก็มีอยู่เป็นอยู่อย่างนั้น จิตผู้รู้ก็มีอยู่ สิ่งที่ให้จิตรู้ก็มีอยู่ แต่เรียกชื่อไม่ถูก

 


   รูปคือร่างกาย จะเห็นเกิด-ดับได้อย่างไรถ้าไม่ได้สมาธิถึงอัปปนา ถ้าจะเห็นก็เพียงจินตนาการหรือคิดคาดคะเนใช่ไหม
   

   ใช่ ความรู้แจ้งเห็นจริงทั้งหลายทั้งปวงนั้น อาศัยการค้นคิดด้วยจินตา เรียกว่า จินตมยปัญญา การค้นคิดการพิจารณานี้เป็นอุบายทำให้จิตเกิดความสงบเป็นสมาธิ ทำให้สติสัมปชัญญะดีขึ้น แล้วเมื่อมีสติสัมปชัยญะดีขึ้น ประกอบกับจิตที่มีสมาธิ ก็ย่อมสามารถปฏิวัติจิตไปสู่ภูมิจิต ภูมิธรรม ได้เอง ส่วนในอัปปนาสมาธินั้น อัปปนาสมาธิในเบื้องต้น ในเมื่อจิตสงบนิ่งลงไปเพียงแค่ว่าจิตอยู่ในอัปปนาสมาธิ ยังไม่เคยผ่านการพิจารณาอะไรมา จิตจะไปสงบนิ่งอยู่เฉยๆต้าหากว่าจิตเจริญวิปัสสนาขั้นละเอียด จิตอยู่ในลักษณะแห่งอัปปนาสมาธิเหมือนกัน แต่ก็สามารถมีเครื่องรู้เครื่องเห็นภายในจิต สิ่งที่จะให้รู้สิ่งที่จให้สติระลึกนั้นมีปรากฏอยู่ แต่จิตก็อยู่ในลักษณะอัปปนาสมาธิ ทีนี้อัปปนาสมาธิในเบื้องต้นนั้นเป็นแต่เพียงปฐมจิต ปฐมวิญญาณ มโนธาตุ ในเมื่อสมาธิผ่านเข้ามาในจิต หรือจิตเป็นสมาธิบ่อยๆผ่านการพิจารณาหนักๆเข้า จิตนั้นจะมีพลังเมื่อออกไปรับรู้อารมณ์ภายนอก ตัวการสำคัญก็คือ สติ ที่จะตามรู้ ตามเห็น ตามความรู้สึกนึกคิดนั้นๆแล้ว แม้ขณะที่จิตสงบนิ่งเป็นสมาธิอย่างละเอียด ตัวสติตัวนี้จะเป็นผู้รู้ทันเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นภายในจิต ส่วนความเข้าใจอันละเอียดนั้นขอฝากนักปฏิบัติไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ที่อาตมาว่าไปอย่างนี้อย่าเพิ่งเชื่อ เพียงแต่รับฟังสิ่งใดที่ฟังแล้วเชื่อเลย เขาก็ว่าโง่ ในเมื่อฟังแล้วปฏิเสธว่าไม่ใช่ ก็โง่อีก เพราะฉะนั้น นักปฏิบัติธรรม ศึกษาธรรม ต้องพิจารณาตัดสินโดยสติปัญญา

 


   ที่ว่าวูบนั้นคือภวังค์ใช่ไหมครับ
   

   ใช่ วูบคือช่องว่างของจิต อย่างเราภาวนาพุทโธๆๆแล้วก็จิตทำท่าจะสงบ แล้วระหว่างจิตที่จะปล่อยพุทโธนี้ไปถึงจุดที่สงบนิ่งช่วงกลางนี้มันว่าง ความว่างนี้เรียกว่าภวังค์ ทีนี้ ภวังค์คือการก้าวลงของจิต ในเมื่อจิตตกภวังค์วูบลงไป พอวูบนิ่ง ถ้านิ่งแล้วไม่มีลักษณะของความสว่าง คือความพร้อมของจิตไม่พร้อมที่จะตื่น ก็เป็นการหลับไปอย่างธรรมดา เช่นอย่างวูบลงไปแล้ว หลับมืดลงไปไม่รู้อะไร ทีนี้พอวูบลงไปพั้บเกิดสว่างโพลงขึ้นมา อันนี้เรียกว่าสมาธิแบบฟลุ๊คๆ แต่ว่าใครทำได้ดีทำหลายครั้งหลายหนแล้วก็ค่อยชำนาญขึ้น แล้วก็จะติดต่อกันเอง อันนี้เรากำหนดระหว่างกลางนี้ไม่ได้ ตั้งแต่วิจารกับอัปปนาสมาธิ ช่วงนี้มันว่าง เรากำหนดไม่ได้ว่าจิตของเรามันผ่านอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นสมาธิอันนี้เราเรียกได้แต่อัปปนาสมาธิเฉยๆ

 


   ก่อนจะออกจากสมาธิภาวนาควรจะปฏิบัติอย่างไรบ้าง
   

   ลุกได้ต่อเมื่อเรากำหนดพิจารณาดูตั้งแต่ต้นที่จะนั่งสมาธิว่าเราๆด้ทำอะไรบ้าง เริ่มตั้งแต่จุดธูปเทียน ไหว้พระสวดมนต์ แผ่เมตตา กำหนดอารมณ์ เครื่องบริกรรมภาวนา คืออารมณ์เป็นเครื่องรู้เครื่องพิจารณาของจิต แล้วจิตของเรามีความเป็นไปอย่างไร สงบหรือไม่สงบ รู้หรือไม่รู้ ได้ผ่านสมาธิขั้นไหนอย่างไร มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง มีปีติไหม มีความสุขไหม มีนิมิตไหม มีความรู้อะไรเกิดขึ้นไหม จนกระทั่งถึงจุดสุดท้ายที่เราจะออกจากสมาธิ ว่าจิตของเราสงบไหม แล้วทีนี้เมื่อเราพิจารณาดูอย่างนั้นแล้ว เราก็กำหนดรู้จิตของเราอีกทีหนึ่งว่าอะไรมันเกิดขึ้น ความคิดอะไรเกิดขึ้น เราก็กำหนดรู้ความคิดอันนั้น ความคิดนี้มันดับไป เราก็ปล่อยมันไป ความคิดใหม่เกิดขึ้น เราก็กำหนดรู้ เรียกว่าตามรู้ให้มันทันความคิด สำหรับผู้ที่บริกรรมภาวนาแล้วจิตไม่สงบ บริกรรมอย่างไรมันก็ไม่สงบ ก็ควรจะเปลี่ยนเป็นวิธีนี้ คือวิธีที่จะนั่งหลับตาก็ตาม ลืมตาก็ตาม ให้คอยจ้องดูความคิดของเราเองว่าจะคิดอะไรขึ้น พอคิดอะไรขึ้นมาปั๊บก็กำหนดรู้

เมื่อเราทำอย่างนี้จะได้ประโยชน์อะไร เพราะเราดูทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความตั้งใจ ด้วยความมีสติ จะทำให้สติของเราเด่นขึ้นมีกำลังขึ้น แล้วเราจะสามารถรู้ทันความคิดของเราเอง เมื่อเราทันความคิดของเราเอง ต่อไปเราจะคิดอะไรคิดด้วยความรู้เท่าทันสิ่งที่เราคิดนั้นมันจะไม่สามารถดึงเอาจิตใจของเราให้ไปเกิดทุกข์ทรมาน

ความจริง คำว่า ความรู้ ตามความหมายของคำว่า รู้ ในสมาธิหรือสมาธิปัญญานั้นก็หมายถึงจิตสามารถรู้ทันอารมณ์ต่างๆ ที่เราเคยนึกคิดว่ามันวุ่นวายแต่ก่อน โดยปกติที่เรายังไม่มีสมาธิ ไม่มีสติปัญญารู้เท่าทันอารมณ์ เราดูอะไร เราได้ยินได้ฟังอะไร ได้สัมผัสอะไรในทางตา หู จมูก กาย ใจ สิ่งที่จะพึงเกิดขึ้นมันก็มีอยู่ 2 อย่างคือ พอใจ ไม่พอใจ นอกจากจะเกิดความพอใจ ไม่พอใจ มันยังจะต้องปรุงแต่งไปอีก แล้วก็หาเรื่องไปเรื่อยๆ จนตัวเองต้องเกิดทุกข์วุ่นวายขึ้นมา แต่ถ้าเรามีสมาธิ มีสติปัญญารู้เท่าทัน เรามองดูอะไรทางตา ได้ยินอะไรทางหู ได้กลิ่นอะไรทางจมูก รู้รสทางลิ้น สัมผัสทางกาย แม้แต่นึกทางใจ เรามีสติคอยจ้องดูอยู่ ความรู้ทั้งหลายเหล่านั้นมันจะกลายเป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ เพราะอาศัยความรู้เท่าทันอารมณ์ที่ผ่านเข้ามา สิ่งใดที่เรารู้เท่าทันสิ่งนั้นไม่สามารถที่จะดึงใจของเราไปทรมานให้เกิดทุกข์ขึ้นได้ นี่คือผลที่จะบังเกิดขึ้น อันนี้มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทางกาย ถ้ามีอาการอย่างนั้นจะมีวิธีแก้ไขโดยวิธีการใดวิธีการหนึ่งให้มันหายไป มันจะสำลักก็หาวิธีการแก้ใขการสำลักนั้นให้หายไป แล้วกำหนดจิตภาวนาไปใหม่ ไม่ต้องไปรู้หนอหรอก มันเกิดขึ้นแล้วเราก็รู้เอง เพียงแต่รู้เท่านั้นไม่ต้องไปหนอมัน อย่าไปกลั้น ปล่อย ถ้ามนันจะสำลักก็แก้ไขสิ่งเกี่ยวข้องทางกาย หรือน้ำลายที่จะสำลัก ถ้าจะสำลักไม่กลืนก็บ้วนทิ้งเสีย ทีนี้ก็ภาวนากันต่อไป ถ้ามันจะไอก็ไอให้มันหาย ถ้ามันจะหาวก็หาวให้มันหาย อันนี้เป็นตัวทุกข์ที่เกิดขึ้นทางกายที่แก้ไม่ได้ ถ้าอย่างเรานั่ง นอน เราจะไปคิดว่าปวดหนอๆ ก็หากจิตเราไม่สงบมันก็ไม่หายปวด ในเมื่อทนไม่ไหวก็เปลี่ยนอิริยาบถเสียมันก็หายไป เป็นแต่เพียงว่าเรากำหนดรู้สามารถที่จะกำหนดจิตให้วิ่งเข้าสู่สมาธิได้อย่างฉับพลันก็ทำ แล้วมันจะหายปวด เพราะจิตเข้าสมาธิอย่างแท้จริงแล้ว จะไม่มีตัวปรากฏในความรู้สึกเพราะเวทนาเกิดจากกายเท่านั้น อุเบกขาเวทนาเกิดจากใจโดยเฉพาะ

เรื่องความทุกข์ที่เกิดทางกายนี้เราฝึกไม่ได้หรอก อย่างบางท่านปฏิบัติแล้วต้องอดอาหาร ต้องทรมานอย่างนั้นอย่างนี้ อย่าไปทำ อาตมาได้เคยอดข้าวเป็นอาทิตย์ๆแล้วก็ไม่ได้เกิดผลอะไรขึ้น พระพุทธเจ้าสอนว่าคนที่ยังมีกิเลสเป็นเชื้ออยู่ แม้การทรมานตนด้วยการย่างตนบนถ่านเพลิง ด้วยการทรมานตัวเอง ด้วยวิธีการต่างๆก็ไม่สามรถทำให้หมดกิเลสไปได้ แต่กิเลสจะหมดไปด้วยเหตุผล เราจะรู้เหตุผลก็ต้องค้นคิดพิจารณา เมื่อเราคิดค้นเสร็จ รู้เหตุ รู้ผล ว่าทุกข์เกิดจากอะไร สุขเกิดจากอะไร ทำอย่างไรจะเป็นทุกข์เปนสุขก็จะปล่อยวางไปเอง ถ้าหากเรายังไม่รู้จริงเห็นจังแล้วเราจะไปละอย่างไรก็ละไม่ได้หรอกกิเลสน่ะ อาตมาขอยืนยันว่ากิเลสไม่ใช่เรื่องที่จะไปละเอาได้ กิเลสที่ละได้คือการไม่ทำ การไม่พูด แต่ความรู้สึกทางใจนี้เราละไม่ได้ ใครไม่เชื่อก็ลองพิจารณาจิตของตัวเอง การละกิเลสทางกายก็คือ ศีล 5 ข้อ ปฏิบัติตามศีล

ในข้อที่จะละเมิดด้วยกาย เช่น การฆ่า การลักขโมย การประพฤติผิดในกาม การดื่มสุราเมรัย งดเว้นจากการทำ 4 ข้อนี้ เป็นการละกิเลสทางกาย เว้นจากการพูดปด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล ถ้าเรางดเว้นเป็นการละเลสทางวาจาละได้แต่กายกับวาจา ส่วนทางใจนั้นต้องอาศัยอบรม ศีล สมาธิ ปัญญา ให้มีกำลังถึงขนาดประชุมเป็นองค์อรินมรรค ความประชุมพร้อมขององค์อริยมรรคซึ่งเกิดจาก ศีล สมาธิ ปัญญานี้ ตัวที่เด่นชัดที่สุดก็คือสติ เราภาวนาจุดมุ่งเพื่อให้เรามีสติอย่างเดียว แม้ว่าเราจะรู้อะไรมากมายสักเพียงใดก็ตาม แต่สติยังหย่อน สติยังบกพร่องอยู่ก็ไกลจากความสำเร็จ ถ้ามีสติสัมปชัญญะพร้อมก็กลายเป็นมหาสติ ซึ่งเรียกว่า มหาสติปัฏฐาน นั่นแหล่ะจีงจะเกิดมีการประชุมพร้อมแห่งอริยมรรคภายในจิตของเรา ศีล สมาธิ ปัญยา ก็จะเกิดเป็นเจตสิก ฝังแน่นอยู่ในจิต เมื่อจิตเป็นศีล สมาธิ ปัญญา แล้วให้รวมเป็นหนึ่งของจิตเอง

ทีนี้เมื่อจิตเป็นศีล สมาธิ ปัญญา ดดยธรรมชาติของศีล สมาธิ ปัญญาแล้วก็จะเป็นสิ่งบริสุทธิ์ สะอาด ไม่มีกิเลส แล้วจิตของเราก็กลับสภาพกลายเป็นไม่มีกิเลส

 


   ฝึกนั่งสมาธิมานานแล้ว แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่หายไป นานจึงจะเกิดมีอาการทางมือโดยทำสัญญาณให้รู้ เช่น สอนให้ระวังทวาร 6 ในขณะเดียวจิตจะคิดระลึกรู้ถึงความหมาย หรือบางครั้งปวดเมื่อยกายเพราะเดินมากไม่ใช่ขณะที่นั่งสมาธิก็จะมีอาการ บริหารกายส่วนนั้นเป็นการผิดหรือไม่
   

   การเปลี่ยนอิริยาบถยืน เดิน นั่ง นอน เป็นการเปลี่ยนอิริยาบถ บางทีเราอาจจะบริหารร่างกายแบบฤาษีดัดตนท่านอาจารย์ฝั้น ท่านทำแบบฤาษีดัดตนที่มีแบบฝึกหัดอยู่ที่วัดโพธิ์ อันนี้ไม่ผิดเป็นการบริหารกายให้มีความคล่อง

 


   ในขณะที่ทำสมาธิ ถ้าเคยภาวนาเห็นทุกข์รอบกายในสาธิแล้วเคยเกิดภาวะตัวเบาและจิตดิ่งลงไป ตลอดเวลาได้ปฏิบัติโดยวางอุเบกขา ภาวนาพุทโธตลอดเวลา เป็นการถูกต้องไหม
   

   อันนี้หมายถึงการบริกรรมภาวนาพุทโธโดยธรรมชาติของการบริกรรมภาวนาแล้ว เมื่อจิตสงบลงไปเป็นอุปจารสมาธิ เมื่อจิตเป็นอุปจารสมาธิแล้ว พอเกิดปีติเกิดความสุขขึ้นมา จิตจะปล่อยคำบริกรรมภาวนาทุกครั้งไป ในเมื่อจิตปล่อยคำบริกรรมภาวนาแล้วจิตก็นิ่งเฉยอยู่ ตอนนี้ให้กำหนดรู้ลงที่จิต ถ้าหากจิตมีลักษณะลอยเคว้งคว้างก็ให้เพ่งไปที่ลมหายใจ ยึดเอาลมหายใจเข้าออกมาเป็นเครื่องรู้ เรื่องปล่อยวางคำภาวนานี้จิตจะต้องวางของเขาเอง เราไม่ต้องไปวางให้เขาก็ได้

 


   เมื่อเห็นสีของดวงจิตในสมาธิ ในเมื่อเห็นสีของดวงจิตในสมาธิขั้นแรกๆเป็นสีน้ำเงิน ต่อมาเป็นสีแดง สีม่วง สีเหลือง สีขาว เราควรจะเพ่งสีในจิตหรือไม่ จำเป็นต้องหยุดภาวนาหรือไม่
   

   อันนี้เป็นธรรมดาของการทำสมาธิ ในเมื่อจิตมีอาการเริ่มจะสงบลงไปในความรู้สึกจะเป็นสีม่วง สีน้ำเงิน เป็นสีแปลกต่างๆสารพัดที่จิตจะปรุงแต่งขึ้นมา อันนี้เราไม่ควรจะสนใจ สีแสง เสียงต่างๆ เหล่านั้น ให้จ้องอยู่กับคำบริกรรมภาวนา ถ้าบริกรรมภาวนายังมีอยู่ ให้จ่ออยู่กับคำบริกรรมภาวนานั้นๆ ถ้าหาหคำบริกรรมภาวนาหายขาดไปให้จ้องอยู่ที่จิตผู้รู้อันเดียวเท่านั้น ถ้าเราเกิดไปเอะใจกับแสง สี เสียง ทั้งหลาย สภาพจิตจะเปลี่ยน แล้วสมาธิจะถอน สี แสง เสียงนั้นจะหายไป ถ้าหากเราพยายามพยุงดวงจิตประคับประคองจิตอันนี้ให้อยู่ในลักษณะสงบนิ่งเฉย สี แสง เสียงเหล่านั้นจะอยู่ให้เราดูได้นาน แล้วเราอาจจะได้ปัญญา เกิดจากสี แสง เสียง ทั้งหลายเหล่านั้นให้แก่วิปัสสนาก็ได้ เพราะอันนี้เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ

เหตุการณ์ใดที่ผ่านขึ้นมาในขณะทำสมาธิ จะเป็นนิมิตก็ตาม จะเป็นความรู้ก็ตาม หรืออาจจะเป็นเสียงดังก็ตาม ให้ผู้ภาวนากำหนดรู้ลงที่จิตอย่างเดียว อย่าไปสนใจกับสิ่งเหล่านั้น เพราะสิ่งเหล่านั้นมันเป็นสิ่งที่จิตของเราบันดาลให้เกิดมีขึ้นมาเอง เมื่อจิตไปเอะใจไปสงสัยไปยึดติดอยู่นั้น จิตของเราไปหลงภูมิของตัวเอง แล้วไปยึด เมื่อยึดแล้วก็แปลกใจตัวเองว่าเอ๊ะ ทำไมจึงเป็นอย่างนี้ พอเกิดเอะใจขึ้นมาแล้วจิตก็ถอนจากสมาธิ สิ่งทั้งหลายเหล่านั้นก็หายไป เราเลยหมดโอกาสไม่ได้พจารณาให้รู้จริง เห็นจริง อันนี้ให้ระวังให้มาก

ที่ถามว่าจำเป็นต้องหยุดภาวนาหรือไม่ ถ้าจิตยังภาวนาอยู่ก็ไห้ภาวนาต่อไป ถ้าจิตหยุดภาวนาแล้วก็กำหนดรู้จิตอย่างเดียว หรือถ้าหากจิตยังไม่หยุดภาวนาเราจะหยุดแล้วกำหนดรู้ที่จิตอย่างเดียวก็ได้ในขั้นนี้

 


   มีอาการง่วงนอนในขณะทำสมาธิและหลับไปในที่สุดจะปรับปรุงหรือป้องกันอย่างไร
   

   อันนี้ไม่ต้องไปปรับปรุงป้องกันอย่างไร ถ้าสามารถนั่งหลับได้ก็นั่งให้มันหลับ นานๆเข้ามันจะค่อยๆหายง่วงไปเอง การปฏิบัตินี้ทำให้เกิดสติสัมปชัญญะ เราปฏิบัติไม่หยุด ทำให้มากๆตัวสติมีพลังขึ้นก็สามารถขจัดความง่วงนอนได้

 


   ภาวนาแล้วมีอาการเคลิ้ม บางครั้งก็หลับ ควรจะปฏิบัติอย่างไรต่อไป
   

   ภาวนาแล้วมีอาการเคลิ้มเหมือนจะนอนหลับ จิตมีอาการจะนอนหลับเหมือนกับจะนอนอย่างธรรมดา แต่โดยธรรมชาติของจิตที่จะเป็นสมาธิ ที่ก้าวลงไปในระยะแรกนั้นคือการนอนหลับอย่างธรรมดา มีอาการเคลิ้มๆแล้วก็วูบลงไป ถ้าตกใจตื่น จิตถอน ก็มาตั้งต้นใหม่ ทีนี้หากไม่ตื่น วูบลงไป แล้วปล่อยให้เป็นไปจนกระทั่งหยุด วูบ นิ่ง พอเกิดนิ่งพั้บ ถ้านอนหลับธรรมดาก็นิ่งลงไปเลย ทีนี้ถ้าเป็นสมาธิ พอนิ่งพั้บสว่างโพลงขึ้นมา อาการวูบนั้นเป็นอาการที่จิตจะก้าวลงสู่สมาธิ กำลังจะได้ผลแล้ว เชิญทำต่อไป

 


   ทำไมจึงไม่นำพุทธพจน์มาเป็นองค์ภาวนาบ้าง เช่น นตถิ สนติปร สุข หรือ นิพพาน ปรม สุญญ เป็นต้น
   

   อันนี้มีความสงสัยเรื่องสมถะและวิปัสสนา อันได้แก่องค์ภาวนาว่า พุทโธ ยุบหนอ พองหนอ เป็นต้น พุทโธก็ดี ยุบหนอพองหนอก็ดี ทั้งสองอย่างนี้เป็นอารมณ์ของสมถกรรมฐานตามหลักสูตร ทีนี้มีผู้ภาวนาพุทโธๆๆก็ดี ยุบหนอพองหนอก็ดี เป็นการปรับปรุงจิตในขั้นสมถะ การนึกอยู่ในสิ่งๆเดียวเพื่อให้จิตสงบนิ่งลงเป็นสมาธิ เป็นปฏิปทา หรือการปฏิบัติเป็นความตั้งใจที่จะให้จิตสงบนิ่งเป็นสมาธิ เมื่อจิตสงบนิ่งลงเป็นสมาธิ ตั้งแต่อุปจารสมาธิ จนกระทั่งถึงอัปปนาสมาธิ ในขั้นนี้เรียกว่าจิตเดินอยู่ในขั้นสมถะ ทีนี้การที่จิตนิ่งลงเป็นสมาธิ อันนี้เรียกว่าสมถะ จิตรู้ว่าสมาธิเป็นอย่างไร หรือรู้ว่าเป็นสมาธิ เป็นความเห็นแจ้ง หายสงสัย รู้แจ้งเห็นจริง หายสงสัยในเรื่องของสมาธิ อันนี้เรียกว่าวิปัสสนา เข้าใจเอาอย่างนี้ง่ายดี

 


   การเห็นนามรูปเกิด-ดับ เห็นเป็นลักษณะอย่างไร และภูมิจิตอยู่ในขั้นไหน
   

   อันนี้เป็นปัญหาที่มีความละเอียดพอสมควร การเห็นนามรูปเกิด-ดับ อันนี้จะขอนำประสบการณ์ที่เคยผ่านมา มาเล่าสู่ท่านทั้งหลายฟัง แต่มันจะอยู่ในลักษณะที่นามรูปเกิด-ดับหรือไม่ จะขอฝากให้ท่านทั้งหลายไว้ช่วยพิจารณา

ในขณะที่เรากำหนดจิตจะทำสมาธิภาวนาลงป พอกำหนดจิตพั้บลงไป เราจะรู้สึกว่าจิตของเรารู้ทั่งทั้งกาย และก็รู้เวทนา รู้จิตรู้ธรรม โดยสัญญา เมื่อเราบริกรรมภาวนาลงไปแล้ว จิตของเราสงบเป็นสมาธิละเอียดลงไป ลมหายใจก็ดับ ร่างกายที่ปรากฏอยู่ก็ดับ คือจิตไม่สำคัญมั่นหมายในลมและกาย เห็นว่ากายและลมหายใจหายไปหมด ยังเหลือแต่สภาพจิตที่สงบนิ่งเด่นอยู่ ในขณะที่จิตรู้ทั่วทั้งกายอยู่นั้น ความรู้สึกทางจิตไม่มีทางเด่น แต่เมื่อกายหายไปลมหายใจหายไปแล้ว จิตสงบนิ่งลงไปปรากฏเด่นชัดอยู่ แต่รูปหายไปหมดแล้ว อันนี้เป็นลักษณะอย่างหนึ่ง

ทีนี้ในอีกลักษณะหนึง่เช่น พระโยคาวจรมาพิจารณากายโดยระลึกถึงความตาย ค้นคว้าพิจารณาไปจนกระทั่งรู้แจ้งเห็นจริงลงไปว่า กายนี้ตายลงไปแล้ว แล้วกายของผู้ภาวนานั้นก็ปรากฏขึ้น อืด เน่าเปื่อย ผุพัง ในที่สุดยังเหลือแต่โครงกระดูก แล้วโครงกระดูกก็สลายตัวละเอียดเป็นผง ละไปหายไปในพื้นแผ่นดินทั้งหมด ในที่สุดพื้นแผ่นดินก็หายลงไปด้วย ยังเหลือแต่สภาพจิตเด่นสว่างไสวอยู่เท่านั้น อันนี้จิตไม่มองเห็นวัตถุยังเหลือแต่จิตนิ่งเด่นอยู่ สว่างไสว

อันนี้ขอให้แนวคิดเพื่อฝากเป็นปัญหาเพื่อให้นักปฏิบัติแลนักศึกษาทั้งหลายนำไปคิดพิจารณา ในขณะที่ผูทำสมาธิภาวนาหรือพิจารณาธรรมอันใดอยู่ก็ตาม ในขณะรู้สึกว่ามีกายอยู่ รู้สึกว่ามีลมหายใจอยู่ ทั้งนามและรูปปรากฏอยู่พร้อมหน้ากัน เพราะกายปรากฏมีอยู่ เวทนาก็ปรากฏมีอยู่ สุขทุกข์ยังปรากฏอยู่ เช่นอย่างสุขเกิดแต่ปีติก็เป็นเวทนาเรียกว่าสุขเวทนา เมื่อจิตสงบละเอียดลงไปแล้วกาย ลมหายใจ ปรากฏว่าหายไป ยังเหลือแต่จิต จิตไม่มีความรู้สึกว่ามีกาย กายก็คือรูป นั้นก็ดับไปแล้ว ในเมื่อรูปดับไปแล้วเวทนาอันเป็นสุขเป็นทุกข์ก็ดับไปด้วย อุเบกขาเวทนาจึงปรากฏเด่นชัดขึ้น ตัวนามคือจิตปรากฏเด่นชัดขึ้น จึงมีคำพูดว่า รูปดับ นามเกิด ส่วนท่านผู้อื่นที่มีความเข้าใจอย่างนั้นขอฝากเป็นการบ้านช่วยกันพิจารณาอันนี้ไม่ขอตัดสิน

 


   เมื่อมีโอปปาติกะ อาจารย์ที่สอนกรรมฐานที่ล่วงลับไปแล้วมาเยี่ยม โดยเห็นในสมาธิ และสัมผัสรับรู้ได้กลิ่นหอมตลอดเวลาที่จะทำสมาธิ การที่จะติดต่อพูดคุยกับท่านควรปฏิบัติอย่างไร
   

   อันนี้ไม่มีทางที่ควรจะปฏิบัติอย่างไร และก็ไม่ควรคิดจะพูดคุยกับท่าน เพราะสิ่งเหล่านี้จิตของท่านปรุงแต่งขึ้นมาเอง อย่าไปเข้าใจว่าสิ่งอื่นมาแสดงให้ปรากฏ ถ้าหากว่าท่านภาวนาพุทโธๆๆท่านนึกอยากจะเห็นพระพุทธเจ้าหรือจิตท่านผูกพันอยากจะเห็นพระพุทธเจ้า จิตสงบสว่างลงไปแล้วจะเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จดำเนินมา ถ้าหากท่านยึดอยู่ที่ครูบาอาจารย์ที่ท่านล่วงลับไปแล้ว พอจิตสงบลงเป็นสมาธิ ระหว่างอุปจารสมาธิ สว่างขึ้นมา กระแสจิตส่งออกไปข้างนอก จิตยึดมั่นอยู่ในสิ่งใดสิ่งนั้นจะปรากฏเป็นตัวขึ้นมาให้ท่านเห็น พึงทำความเข้าใจว่า นิมิตทั้งหลายที่ปรากฏนั้น มันเป็นเพียงมโนภาพที่จิตของท่านสร้างขึ้นมาเอง อย่าไปเข้าใจว่าเป็นสิ่งอื่น หลวงพ่อนี้นั่งภาวนาจนมองเห็นกายตัวเองนี้แหลกเป็นผงขึ้นมาแล้ว ลืมตาขึ้นมากายก็ยังอยู่ ถ้ามันเป็นจริงแล้วทำไมจึงมาเทศน์ให้โยมฟังอยู่ได้ อันนี้คือข้อเท็จจริง เราอย่าไปหลงว่าเป็นสิ่งอื่นมา ถ้าหากเป็นสิ่งอื่นมาแสดงตวให้ปรากฏกันจริงๆนี้ ไม่จำเป็นจะต้องนั่งอยู่ในสมาธิ บางครั้งอาตมานั่งอยู่เฉยๆนี้ ผีมันวิ่งผ่านไปอย่างนี้มันถึงเป็นของจริง ในสมาธินี้มันเป็นของหลอก

ในเมื่อมาถึงตอนนี้แล้วะนำตัวอย่างมาเล่าให้ฟัง ท่านอาจารย์ของอาตมาท่านหนึ่งชื่อ อาจารย์ทอง อโสโก ถ้ายังมีชีวิตอยู่ถึงเวลานี้ก็อยู่ในรุ่นราวคราวเดียวกับท่านหลวงพ่อเทศก์ ท่านผู้นี้ไปนั่งภาวนาในกุฏิเล็กๆ ในสำนักท่านอาจารย์มั่น เวลาเข้าไปก็ปิดประตูลงกลอนอย่างดี พอภาวนาแล้วก็จิตสงบ นิ่ง สว่างลงไปแล้วก็มีผู้หญิงสาวๆคนหนึ่งมานั่งอยู่ข้างๆ แล้วก็มาพูดจา หลวงพี่มาทนทุกข์ทรมานอย่างไร สึกไปอยู่ด้วยกันจะมีความสุข ในตอนนี้ท่านมีสติอยู่ ท่านก็กำหนดจิตรู้จิต เฉยๆอยู่ เสียงนั้นมันก็ดังออดอยู่อย่างนั้นไม่หยุด ลงผลสุดท้ายผู้หญิงในนิมิตในฝันนั้นก็บอกว่า มาพูดจาด้วย ก็ไม่พูดด้วย ไม่พูดก็อย่าพูด เสร็จแล้วมันก็ลุกไป ท่านอาจารย์ทองท่านมองเห็นผู้หญิงเดินออกประตูไป เดินด้อมๆออกจากประตูจนลับสายตา พอมันลับสายตาไปแล้วสมาธิแตก "ฮึ พูดกับเธอซะก็ดีน้อ" เลยลุกปุ๊บจากทีนั่งสมาธิ พอไปถึงประตูทั้งๆที่ตัวเองนี้ เมื่อนั่งอยู่ในสมาธิ มองเห็นผู้หญิงลอดประตูออกไป แต่เมื่อตัวไปถึงแล้วต้องถอดกลอนประตูออกเอง ยังไม่ได้สติ วิ่งลงไปหารอบๆกุฏิ ส่องไฟหาดูมุมนั้นดูมุมนี้ ท่านอาจารย์มั่นท่านอยู่กุฏิท่านตะโกนร้องมา "ทองเอ๋ย วัวหายเห็นแล้วหรือยัง" พอได้สติขึ้นมานี้ข้อเท็จจริงที่นำมาเล่าให้ฟังนี้มันเป็นประสบการณ์ของนักปฏิบัติที่ต้องเจอกันทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นให้ระวังกันไว้ นิมิตในขั้นนี้อย่าเข้าใจว่าเป็นของจริงจัง เพราะเมื่อไปหลงมโนภาพ ไปหลงจิตของตัวเอง สร้างมโนภาพขึ้นมา ไปเห็นว่าเป็นจริงเป็นจัง แล้วอย่าสมมติว่า มองเห็นพระหรือผู้เศษตามเดินเข้าไปหา นึกว่ามันเป็นจริงเลยน้อมจิตรับ พอน้อมจิตรับสิ่งนั้นมันก็เข้ามา เลยกลายเป็นเรื่องทรงไป นี้มันเป็นทางที่เขวง่ายที่สุด เพราะฉะนั้นควรทำความเข้าใจว่า นิมิตหรือสิ่งที่รู้ทั้งหลายนี้เป็นจิตของเราปรุงแต่งขึ้นมาเองทั้งนั้น ไม่ใช่สิ่งอื่นมาแสดงให้เห็น

 


   กรุณาอธิบายวิธีเดินจงกรมว่าทำอย่างไร
   

   การเดินจงกรมมีหลายแบบ แต่จะพูดถึงแบบเดินจงกรมของท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯ ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีฯก่อนที่ท่านจเดินจงกรมท่านให้กำหนดทางเดินจงกรม โดยไม่ให้สั้นกว่า 12 ศอก และไม่ให้ยาวจนเกินไป กะว่าเอาพอดีๆที่เราเดินกลับไปกลับมา ถ้ากำหนดทางเดินจงกรมสั้นเราต้องหมุนกลับบ่อยๆ ทำให้เกิดเวียนศรีษะ แต่ถ้ายาวเกินไปการเดินไกลย่อมเกิดความเมื่อย เพราะฉะนั้นท่านจึงให้กำหนดเอาแต่พอดีๆก่อนที่จะเดินจงกรมท่านให้อธิษฐานจิตโดยระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่าพุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นต้น หรือจะสวดอิติปิโส...ถึงสุปฏิปันโน จนจบ แล้วก็แผ่เมตตา พอแผ่เมตตาแล้วกำหนดจิตว่าเราจะเดินจงกรม เอามือซ้ายวางลงหน้าท้อง เอามือขวาวางทับเกาะกันไว้พอไม่ให้หลุดทอดสายตาลงห่างจากตัวประมาณ 4 ศอก อยู่ในท่าสำรวมแล้วก้าวเดินไปช้าๆด้วยความมีสติ ถ้าบริกรรมภาวนาพุทโธก็บริกรรมภาวนาพุทโธอยู่ที่จิต ไม่ต้องไปสนใจกับการก้าวเดิน เพราะโดยธรรมชาติของจิต จิตอยู่ในกาย กายอยู่ในจิต จิตคิดจะทำอะไรเกี่ยวข้องกับกายย่อมรู้ทั่วกายทั้งหมด ตั้งใจว่าจะเดินก็เดินได้ ตั้งใจว่าจะนั่งก็นั่งได้ ตั้งใจว่าจะยืนก็ยืนได้ ตั้งใจว่าจะนอนก็นอนได้ เมื่อตั้งใจว่าจะเดินจงกรม ทำกิจเบื้องต้นดังที่ได้กล่าวแล้วก็ตั้งใจเดินด้วยท่าสำรวม กำหนดรู้ที่จิตนึกบริกรรมภาวนาพุทโธ หรือจะกำหนดพิจารณาอะไรก็ได้ นี้คือวิธีการเดินจงกรม

การเดินเป็นเพียงส่วนประกอบ แต่การกำหนดจิตเป็นเรื่องสำคัญ การกำหนดจิตในขณะที่เดินเรียกว่าทำสมาธิในท่าเดิน กำหนดจิตในท่านั่งเรียกว่าทำสมาธิในท่านั่ง กำหนดจิตในเวลานอนเรียกว่าทำสมาธิในท่านอน กำหนดจิตในเวลายืนเรียกว่าทำสมาธิในท่ายืน ใช้อารมณ์อย่างเดียวกัน

 


   เวลาเดินจงกรมกำหนดอานาปานสติ เดินไปนานพอสมควร รู้สึกว่าเห็นแผ่นดินที่อยู่ข้างหน้าหมุนๆ ได้เหมือนกับน้ำในตุ่มที่ถูกมือกวน
   

   อันนี้เป็นสภาวะของจิต ความหมุน ความเวียนที่แผ่นดินจะพลิก อย่างไรก็ตาม อันนี้เป็นอาการของจิตที่ปรุงขึ้น ซึ่งจิตของเราอาจจะปรุงไปต่างๆอันนี้ถ้ามีอาการเกิดในผู้ปฏิบัติให้กำหนดรู้ลงที่จิต เอาสิ่งนั้นเป็นเครื่องรู้ของจิต และเป็นเครื่องระลึกของสติ ประคับประคองตัวผู้รู้เอาไว้ให้ดี แล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเราจะรู้แจ้งเห็นจริงเอง

 


 b a c k
หน้า | |
< กลับ >
( จำนวนคนอ่าน 483 คน )