ปุจฉา-วิสัชนา : หลวงพ่อพุธ ฐานิโย
หน้า ๒/๓

ประวัติหลวงพ่อพุธ ฐานิโย

   การกำหนดรู้ที่ลมหายใจหมายความว่าอย่างไร กำหนดอย่างไร
   

   การกำหนดรู้ลงที่ลมหายใจ หมายถึงการกำหนดลงรงที่ลมสัมผัสที่ปลายจมูกที่ผ่านเข้าผ่านออก ทำความรู้สึกตรงนี้ไว้เป็นเบื้องต้นก่อน เมื่อกำหนดอยู่ที่ตรงนี้เมื่อจิตเริ่มมีอาการสงบลงไปนิดหน่อย จิตอาจจะวิ่งตามลมเข้า วิ่งตามลมออก ก็ปล่อยให้จิตวิ่งตามลมเข้าออกอยู่อย่างนั้น ขอให้จิตกำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจ แม้ลมหายใจจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ตาม ก็กำหนดรู้ที่ลมหายใจ แม้ว่าลมหายใจจะปรากฏคล้ายๆ ว่าเป็นท่อยาวหรือเป็นควันอะไรก็แล้วแต่มันจะแสดงขึ้นมาก็ให้กำหนดรู้ลงที่จิตตัวผู้รู้ รู้อยู่ที่ลมหายใจอย่างเดียว แล้วจิตจะคอ่ยสงบละเอียดไปทีละน้อยๆจนกระทั่งลมหายใจขาดไป เมื่อลมหายใจหายขาดลงแล้วก็ไม่ต้องทำความตกใจ เมื่อลมหายใจหายไปแวจิตก็ไม่มีเครื่องรู้ จิตก็รู้อยู่ตรงที่จิตอย่างเดียว ก็กำหนดรู้ที่จิตนั้นจนกว่าจิตจะละเอียดลงไป ถึงแม้ว่าจิตจะไม่รู้ไม่เห็นอะไรก็ตามขอให้มีความสงบ สว่าง ละอียดลงไปจนกระทั่งถึงอัปปนาสมาธิ

 


   ทำจิตภาวนาเพียงสงบนิ่ง หากจะทำวิปัสสนาไปพร้อมด้วยจะทำอย่างไร
   

   ทำจิตเพียงแค่สงบนิ่ง พอที่จะสามารถควบคุมจิตให้นึกคิดอยู่ในสิ่งที่เราต้องการได้ เจริญวิปัสสนาในแนวทางแห่งความนึกโดยใช้สัญญาที่เราเรียนมา มาคิดพิจารณาเอาโดยความตั้งใจ เช่น เราอาจจะคิดว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์เป็นอนัตตา แล้วก็ถามปัญหาตัวเองว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาอย่างไร แล้วก็ตอบตัวเองไป ถามตัวเองไป ซึ่งสามารถที่จะควบคุมจิตให้นึกคิดอยู่ในเรื่องๆเดียวที่เราต้องการ อันนี้เป็นการเจริญวิปัสสนาไปพร้อมๆกัน แต่หากยังไม่ใช่ตัววิปัสสนาในเมื่อจิตสงบลงไปแล้วจิตรู้แจ้งเห็นจริง ยอมรับสภาพความเป็นจริงที่เราพิจารณาว่าอันนี้ก็ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาจริงจัง จิตสงบนิ่งลงไปแล้วตัดสินขึ้นมาว่านี่คืออนิจจัง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์จริงๆ อันนั้นจึงจะเป็นวิปัสสนา

 


   ในขณะนั่งสมาธิ จิตมักจะเผลอไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ ทำอย่างไรจึงจะไม่ให้จิตเป็นอย่างนั้น
   

   อันนี้ต้องอาศัยทำบ่อยๆภาวนาบ่อยๆทำให้มากๆ จนชำนิชำนาญแล้วจิตจะอยู่เอง การทำสมาธิในขั้นเริ่มต้นนี้เราก็ย่อมจะลงทุนลงแรงหนักหน่อย เหมือนๆกับการบุกเบิกงานใหม่ เพราะฉะนั้น การทำสมาธิเพื่อจะไม่ให้จิตส่งไปเรื่องนั้นเรื่องนี้ เราต้องพากเพียรพยายาม แต่อย่าไปข้าใจว่า ทำสมาธิแล้วทำให้เราหมดความคิด เราทำสมาธิเพื่อให้จิตใจสงบจากอารมณ์ปัจจุบันชั่วขณะหนึ่ง พอเราได้มองเห็นหน้าเห็นตาขของจิตดั้งเดิมของเราว่าเป็นอย่างไร ในเมื่อเราอบรมสมาธิให้มากๆแล้ว ในเมื่อเรามีสิตสัมปชัญญะดีแล้ว จิตของเรานี้มันยิ่งมีความคิดมาก ยิ่งกว่าความคิดวุ่นวายเดี๋ยวนี้ แต่ความคิดที่มีสติเป็นตัวกลางสำคัญนั้นย่อมไม่เป็นการหนักอกหนักใจละก่อทุกข์ก่อยากให้แก่ใคร เพราะฉะนั้นการทำสมาธิเป็นสิ่งจำเป็น

เพราะฉะนั้นนักปฏิบัติที่มุ่งความสำเร็จกันอย่างจริงจัง โปรดอยาได้ปล่อยหรือหลงให้ใครสักคนหนึ่งมาใช้อำนาจบังคับจิตใจเรา เราภาวนา พุทโธๆๆเป็นต้น เราไม่ได้ปรารถนาจะให้พระพุทธเจ้ามาเป็นใหญ่ในหัวใจของเรา เพื่อดลบันดาลจิตใจของเราให้สงบเป็นสมาธิ เราระลึกถึงพุทโธๆๆเพียงระลึกคุณพระพุทธเจ้าว่าท่านผู้นี้เป็นผู้รู้ๆ เพื่อจะทำจิตใจของเราเป็นผู้รู้ตามแบบอย่างของพระพุทธเจ้าเท่านั้น และคำว่าพุทโธเป็นแต่เพียงสื่อทำให้จิตเดินไปสู่ความสงบ เพื่อเป็นอุบายให้มันพรากจากความคิดที่มันวุ่นวายอยู่กับสิ่งต่างๆ ให้มารวมอยู่ในจุดๆเดียวคือพุทโธ เสร็จแล้วจิตรวมอยุ่ที่พุทโธ จิตก็จะสงบ สงบแล้วคำว่าพุทโธจะหายไป ยังเหลือแต่สภาวะจิตของผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ภายในจิตของผู้ภาวนา อันนี้คือจิตของผู้ภาวนาเป็นไปโดยสมรรถภาพและพลังของตัวเอง

อีกอย่างหนึ่ง เคยได้พบได้เห็นเช่นอย่างบางท่านไปเรียนกรรมฐานเขาก็ให้อาจารย์กรรมฐานนั้งลงอักขระ มีการปลุกเสกสวดญัตติเข้าไปให้ พอไปภาวนาแล้ว เมื่อจิตเกิดมีสมาธิขึ้นมาบ้าง ในขนาดอุปจารสมาธิอ่อนๆ ก็ถูกอาถรรพ์วิชานั้นเข้าครอบ พอครอบแล้วสติไม่สามารถควบคุมจิตของตัวเองได้ กลายเป็นคนวิกลจริตไปก็มี การปฏิบัติสมาธิตามหลักของพระพุทธเจ้านี้ ในขณะใดที่เรายังไม่สามารถทำจิตให้บรรลุคุณธรรมขั้นสูงถึงขนาดมรรค ผล นิพพาน เราภาวนาแล้วเราสามารถเอาพลังสมาธินี้ไปใช้ประโยชน์ในการงานทางโลกที่เรารับผิดชอบอยู่ เพราะการทำสมาธิทำให้ผู้ภาวนามีสติสัมปชัญญะ มีจิตเป็นของตัวเอง ไม่ตกอยู่ในอำนาจของสิ่งใด เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วผู้ภาวนามีสมาธิดีแล้ว มสติสัมปชัญญะดีแล้ว ก็สามารถใช้พลังสมาธิของตัวเองเป็นอุปกรณ์ในการทำงานได้เป็นอย่างดี พลังของสมาธิ และสติปัญญาที่ท่านอบรมมาแล้วนั้นจะเป็นเครื่องกระตุ้นเตือนความรู้สึกของท่านให้เป็นผู้ไม่ประมาท ทั้งการงานทางโลกและทางธรรม อันนี้จึงจะเป็นไปโดยถูกต้อง

ถ้าภาวนาแล้วจิตมีสมาธิ แล้วทำให้เบื่อหน่ายโลก ไม่อยากอยู่กับโลก ไม่อยากอยู่กับครอบครัว อันนั้นเปนความคิดเห็นที่ไม่ถุกต้อง และความคิดเห็นอันนันไม่ใช่มันเป็นไปด้วยอำนาจของจิตใจ แต่หากมีอำนาจสิ่งหนึ่งมาคอยบังคับจิตให้มีความรู้สึกเป็นไปเช่นนั้น โลกนี้ไม่ใช่โลกที่น่าเบื่อหน่าย โลกนี้ไม่ใช่โลกที่น่าเกลียดน่าชัง โลกนี้เป็นโลกที่ทุกคนควรจะศึกษาให้รู้จักข้อเท็จจริงของความเป็นไปของโลก ในเมื่อเราเป็นนักปฏิบัติ ถ้าเราไม่รู้จักข้อเท็จจริงของโลกว่ามันเป็นอย่างไร และไม่รู้สภาพความเป็นจริงของจิตใจของตัวเองว่าเป็นอย่างไร มันมีความคิดอยู่ในโลกอย่างไร ผูกพันอยู่ในโลกอย่างไร เราก็ไม่สามารถจะแก้ปัญหาภายในจิตของเราได้

 


   ขณะที่ฟังหลวงพ่อเทศน์จิตจับอยู่ที่เสียงก็รู้สึกว่าเป็นสมาธิดี แต่จิตมิได้จับอยู่ที่เนื้อความที่หลวงพ่อเทศน์ อย่างนี้ขอให้หลวงพ่ออธิบายด้วยว่าการทำสมาธิของผู้ถามได้ผลหรือไม่
   

   การทำสมาธิในขณะที่ฟังเทศน์ ถ้าจิตมีสมาธิไม่ได้ยึดคำบรรยายที่พูดไป เป็นเพียงแต่ว่ารับรู้เฉยๆ ไม่ได้สำคัญมั่นหมายเสียงที่ได้ยินนั้นท่านว่าอะไรบ้าง หรือบางทีเสียงที่เราๆฟังๆอยู่นั้นหายไป เราฟังไม่ได้ยิน อันนี้หมายความว่า จิตอยู่ในสมาธิ เพียงแต่สักว่ากำหนดรู้ ทีนี้ลักษณะอย่างนี้ถ้าหากว่าเรากำหนดจิตอยู่ในสมาธิ กำหนดดูจิตของเรานี้ ถ้าหากว่าจิตมันเกิดความคิดอะไรขึ้นมาแล้วมันสักแต่ว่าเป็นความคิด แต่มันไม่ยึดว่าเป็นความคิดนั้น ก็มีลักษณะเช่นเดียวกันกับังเสียง แล้วจิตไม่ได้ยึดกับเสียงที่ได้ยิน อันนี้ เป็นลักษณะของการปล่อยวางอย่างหนึ่ง

แต่ว่าถ้าพูดถึงความเข้าใจแล้วใช่ว่าจิตมันไม่เข้าใจ มันเข้าใจซึ้งๆอยู่ในท่าทีของมัน แต่มันไม่ได้เข้าใจในลักษณะที่ว่าสามารถจำได้ อธิบายได้ แม้ว่าจิตมันเกิดความรู้อะไรขึ้นมาภายในก็ตาม มันเกิดขึ้นมาแล้วสักแต่ว่าเป็นความคิดแล้วมันไม่ยึด มันก็มีแต่ความวางเฉยอย่างเดียว ความวางเฉยอันนี้ไม่ใช่ว่าเฉยไม่รู้ไม่ชี้ แต่มันมีลักษณะรู้ซึ้งๆอยู่ในตัว อันนี้ต้องสังเกตดูให้ดี

บางทีเราอาจจะเคยทำสมาธิบริกรรมภาวนามา จิตมันสงบ สว่าง มีวิตก วิจาร มีปีติ สุข เอกัคคตา ตมหลักขององค์ฌาน แต่ในเมื่อทำไป ทำไปแล้ว คือในขั้นต้นนี้พอนึกถึงอามณ์เรียกว่าวิตก จิตเคล้ากับอารมณ์เรียกว่าวิจาร แล้วมันเกิดปีติเราก็รู้ เกิดสุขเราก็รู้ ทีนี้มันเกิดความเป็นหนึ่งคือความสงบ เราก็รู้ รู้ไปเป็นขั้นตอน แต่เมื่อทำหนักๆเข้าแล้ว กำหนดจิตพับลงไปนึกพุทโธๆๆจิตมันสงบพรวดลงไปเลย ไม่สามารถจะกำหนดวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตาได้ถนัด อันนี้เป็นความคล่องแคล่วของจิต เป็นความชำนาญของจิต เพราะมันเป็นแล้ว มันก็วิ่งเร็ว ในเมื่อมันยังไม่เป็นมันก็รู้ไปตามขั้นตอน อันนี้บางท่านอาจจะคิดว่าภานาเมื่อก่อนนี้จิตทำไมมันสงบ นิ่ง สว่าง เยือกเย็นดีนักหนา แต่เดี๋ยวนี้ทำไมมันไม่สงบ พอกำหนดจิตลงไปแล้วมันมีแต่ความรู้เกิดขึ้น มีแต่ความคิด บางท่านก็เข้าใจผิดว่าจิตของตัวเองฟุ้งซ่าน แต่แท้ที่จริงแล้วมันเกิดปัญญา

ทีนี้ข้อสังเกตมันมีอยู่อย่างนี้ แต่ก่อนจิตเคยมีความยินดี มีความยินร้าย ทำให้เกิดความดีใจ ความเสียใจ แต่เมื่อจิตผ่านสมาธิมาแล้วมันมีความคิดอย่างนั้นเหมือนกัน แต่ความคิดอันนั้นมันไม่สามารถที่จะดึงเอาจิตของเราไปให้มีอาการเป็นอย่างนั้นได้ จริงยู่ ในสภาพปกติสักแต่ว่าสัมผัสรู้ ทีนี้ตามรู้ไปๆๆเพราะจิตมีเครื่องรู้ สติมีเครื่องระลึก มันอาจจะเกิดความสงบละเอียดลงไปแล้ว ความรู้สามารถที่จะพรั่งพรูออกมา เราสังเกตดูว่าความรู้นขั้นนี้มันไม่เกิดความยินดี มันไม่เกิดความยินร้าย ไม่มีดีใจ ไม่มีเสียใจ มีแต่ความปกติของจิต จิตอยู่อย่างสบาย มีความสุข มีความแช่มชื่น ในความรู้นั้น อันนี้ปัญญามันเกิด

 


   การทำสมาธิมานานปี หากยังไม่เห็นนิมิตต่างๆอย่างผู้อื่นนั้นเป็นเพราะยังทำสมาธิไม่ ถูกต้องวิธีใช่ไหม่
   

   เรื่องของนิมิตมักจะเกิดขึ้นสำหรับผู้ที่มีกำลังใจอ่อน มีอารมณ์ไหวง่าย ยิ่งคนใจอ่อนอยากเห็นนิมิต่างๆ พอนั่งบริกรรมลง พอจิตสงบเคลิ้มๆไปแล้ว ส่งกระแสจิตออกข้างนอกแล้วจะเห็นภาพ นิมิตต่างๆ แต่ขอบอกว่าการเห็นภาพนิมิตต่างๆ นั้นไม่เกิดประโยชน์อันใดนอกจากจะทำให้จิตของเรามันหลงการภาวนานั้นจะมีนิมิตเกิดขึ้นก็ตาม ไม่เกิดขึ้นก็ตาม อย่าไปใฝ่ฝันในนิมิตนั้นๆ

ความมุ่งหมายของการภาวนานี้ให้จิตสงบลงไปเพื่อจะให้รู้เห็นสภาพความเป็นจริงของจิตของเราว่ามันเปนอย่างไร ทีแรกเห็นความฟุ้งซ่านของจิตก่อน เมื่อจิตสงบลงไปแล้วเห็นลักษณะจิตที่สงบ ว่างๆไม่มีอะไร เราอาจจะได้รู้ความเป็นจริงของจิตดั้งเดิม ในลักษณะที่ว่าจิตเป็นธรรมชาติประภัสสรคือจิตดั้งเดิมของเรา ทีนี้ในเมื่อจิตมัอยู่ว่างๆเปนธรรมชาติประภัสสรนั้นมีความรู้สึกสบายไหม มีความรู้สึกทุกข์ไหม ให้มันรู้มันเห็นอันนี้เมื่อจิตมันออกเป็นสภาวะอย่างนั้น มันรับรู้อารมณ์แล้ว มันยึดไหม มีความทุกข์ไหม ฟุ้งซ่านไหม เดือดร้อนไหม ให้รู้ให้เห็นที่ตรงนี้

เรื่องนิมิตต่างๆ นั้นจะเห็นหรือไม่เห็นไม่สำคัญ แต่ถ้าใครจะเห็นได้ก็ดี ถ้าไม่เห็นก็ไม่ต้องเสียใจ อย่าไปปรารถนาจะเห็นนิมิตเป็นภาพอะไรต่อะไรอย่างนั้น มันเป็นเพียงางผ่านของจิตเท่านั้น จะรู้จะเห็นก็ตามขอให้มีจิตสงบ รู้สภาพความเป็นจริงของจิต และอารมณ์ซึ่งเกิดขึ้นกับจิต มีสติรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในจิตก็พอแล้ว ปัญหาของผู้ถามนี้โดยปกติแล้วปฏิบัติวันละ 20-30 นาที อันนี้ขอเสนอว่ายังน้อยไป ขอให้ตั้งปณิธานไว้ว่า วันหนึ่งจะนั่งสมาธิได้วันละ 3 ครั้งๆละ 1 ชั่วโมง ถ้าได้อย่างนั้นเป็นดีที่สุด และจิตจะสงบรู้ธรรม เห็นธรรมง่าย

 


   การบริกรรมภาวนาโดยทั่วๆไปหากจเปลี่ยนไปจากพุทโธ แล้วมายุบหนอ พองหนอ จะได้หรือไม่
   

   พูดถึงคำภาวนา ทั่วๆไป ไม่ว่าคำไหนได้ทั้งนั้น เป็นแต่เพียงเครื่องล่อให้จิตเข้าไปยึดอยู่ในคำๆนั้น ดังที่ได้อธิบายให้ฟังแล้วในตอนเทศน์ จะเป็นคำพูดคำไหนก็ได้ ทีนี้เราจะมาพุทโธแล้วจะมาเปลี่ยนเป็นยุบหนอพองหนอแล้วแต่จังหวะ หรือเราอาจจะหาคำอื่นที่เราคิดว่าดีกว่านี้มาว่าก็ได้ ขอให้เป็นคำบริกรรมภาวนากแล้วกันไม่เป็นการผิด หรือท่านจะตำหนิว่าเปลี่ยนบ่อยๆนัก ทำให้จิตมันเปลี่ยนความรู้สึกอยู่เรื่อย จิตมันจะไม่สงบ ถ้าท่านสงสัยอย่างนั้นก็เอามันสักอย่างเดียว จะเป็นคำไหนก็ได้ทำอย่างจริงจังโดยปราศจากความสงสัย นึกว่าคำบริกรรมนี้จะทำให้จิตสงบ แล้วก็ว่ากันไป จะเอาพุทโธๆๆ อย่างเดียวก็ได้ ยบหนอพองหนอก็ไดทั้งนั้น

 


   นั่งสมาธิแล้วชา่
   

   อันนี้เป็นของธรรมดาของกายที่นั่งนานๆย่อมเกิดความมึนชาขึ้นมา ถ้ารู้สึกเจ็บปวดหรือชาขึ้นมาแล้วเราหยุด เปลี่ยนอิริยาบถ สมาธิเป็นกิริยาของจิต เรากำหนดจิตอย่างเดียว ยืน เดิน นั่ง นอน เป็นแต่เพียงการเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นการบริหารร่างกายตามหลักสุขภาพพลานามัย ซึ่งผู้ที่เรียนมาทางฝ่ายหมอย่อมจะเข้าใจอยู่แล้ว ทีนี้เราจะนั่งขัดสมาธิก็ได้ นั่งเก้าอี้ก็ได้ นอนก็ได้ ยืนก็ได้ จิตสมาธิเป็นกิริยาของจิตอย่างเดียว การยืน เดิน นั่ง นอน เราแสดงท่าประกอบเท่านั้น นั่งขัดสมาธิกเรียกว่านั่งสมาธิ เดินจงกรมก็เรียกว่าเดินสมาธิ ยืนกำหนดจิตก็เรียกว่ายืนทำสมาธิ นอนกำหนดจิตเรียกว่านอนทำสมาธิ ถ้าพยายามทำสมาธิในท่านอนมากๆได้ยิ่งเป็นการดี ถ้าท่านผู้ใดกำหนดจิตทำสมาธิในเวลานอนได้ ถ้านอนลงไปแล้วกำหนดจิตพิจารณาอารมณ์อะไรก็ดี่เราจะยกมาเป็นเครื่องพิจารณา พิจารณาไปจนหชกระทั่งนอนหลับ พอหลับแล้วสมาธิจะเกิดขึ้นในขณะที่นอนหลับ มื่อสมาธิเกิดขึ้นในขณะที่นอนหลับ กายเราก็จะเบา จิตก็จะเบา เป็นการพักผ่อนอย่างมีประโยชน์ที่สุด แต่ความรู้สึกนั้นอาจจะนึกว่าคืนนี้เรานอนไม่หลับทั้งคืน สมาธิคือกรนอนหลับ อาการที่จิตก้าวลงสู่สมาธิในขั้นแรกคือการนอนหลับ พอนอนหลับสนิทแล้วสติมันตื่นขึ้นภายใน กลายเป็นสมาธิ การทำสมาธิในเวลานอนนี้รู้สึกจะง่ายกว่าในขณะที่นั่ง พยายามทำให้บ่อยๆภาวนาพุทโธๆๆหรือพิจารณาอะไรก็ตาม มันช่วยให้เรานอนหลับเร็วขึ้น ในเมื่อหลับเร็วขึ้นเราก็ทำกันอยู่บ่อยๆ จนกระทั่งจิตมันชำนิชำนาญแล้ว ภายหลังการหลับมันจะกลายเป็นสมาธิขึ้นมาเอง อยู่ที่การพยายามอย่างเดียว

วิธีการทำสมาธิดังที่อาตมาได้เสนอแนะไปนี้ได้ทดสอบมาแล้ว สำหรับท่านผู้ปฏิบัติทั้งหลายนี้ที่ท่านตั้งใจทำจริง ในที่นี้โรงพยาบาลนี้ก็มีบางท่านไปเล่าให้ฟังกัน ท่านภาวนาพุโธๆยุบหนอพองหนอ สัมมาอรหังก็ไม่ได้ผล ภายหลังท่านมาเปลี่ยนเป็นว่า วิตกถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมาแล้วเอาสิ่งนั้นมาพิจารณา แม้เรื่องนั้นไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับธรรมะก็ตาม ท่านสามารถทำจิตให้สงบ มีปีติ มีความสุขขึ้นมาได้ แล้วภายหลังกไปถามพระ ไปถามพระภาวนาพุทโธท่านก็บอกว่าทำอย่างนั้นไม่ถูก ทำอย่างของอาตมานี้ถึงจะถูก ปถามยุบหนอพองหนอก็ว่า โอ๊ย...อันนั้นมันทางโค้ง ไม่ตรง ของอาตมานี้สำเร็จ ไปถามที่สัมมาอรหังก็ไปแนะนำให้ไปสร้างดวงแก้วดวงแหวน ผมก็ทำไม่ได้ แล้วมันมีข้อสงสัยขึ้นมาว่า ทำไมพระจึงรู้ไม่เหมือนกัน ท่านผู้นั้นไปถามว่าทำไมพระจึงรู้ไม่เหมือนกัน ในเมื่อทำสมาธิเกิดภูมิความรู้ขึ้นมาแล้ว พระรู้แตกต่างกันก็แสดงว่าธรรมะไม่จริง สมาธิก็ไม่จริง คนปฏิบัติจึงรู้ต่างกัน เห็นต่างกัน

หลวงพ่อก็เลยไม่รู้ว่าอย่างไร กเลยตอบท่านผู้นั้นไปว่าพระที่ท่านไปถามนั้นภาวนาไม่เป็น เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ท่านไม่ต้องไปเชื่อใครแล้ว สมาธิของท่านที่เล่าให้ฟังนี้เป็นสมาธิที่วิเศษที่สุด นักสังคม นักธุรกิจ นักการงาน นักวิชาการทั้งหลายทั้งปวงถ้าปฏิบัติได้อย่างท่านนี้วิเศษที่สุดเลย สมาธิอันนี้จะเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่การสร้างให้โลกเจริญ พวกที่นั่งหลับตาไม่เอาไหน มองมาแต่ข้างนอกมีอุปสรรคขัดขวาง นั่นแหล่ะสมาธิแบบนั้นจะทำให้โลกเสื่อมอย่าเอาเป็นตัวอย่างเลย เพราะฉะนั้นเอาเรื่องปัจจุบันนี้ที่เรารับผิดชอบอยู่นี้ วิชาที่เรียนมาอะไรก็ได้ วิชาพยาบาล วิชาแพทย์ ใครเคยผ่าตัดวิจัยร่างกายซากศพต่างๆ อะไรนี้เอาสิ่งนั้นมาพิจารณา พิจารณาเรื่องของกายก็เรียกว่ากายคตาสติ พระสงฆ์ท่านว่า หทยัง หัวใจ ปัพผาสัง ปอด ท่านไม่ได้รู้เห็นอย่างพวกท่านหรอก พวกท่านเป็นคุณหมอนี้เอาหัวใจเอาปอดเอาตับไตไส้พุงมาผ่าวิจัยจนกระทั่งไส้เส้นเล็กเส้นน้อยมันอยู่อย่างไร ท่านรู้ละเอียดกว่าพระ แม้หลับตาลงไปเดี๋ยวนี้ก็มองเห็นแล้ว สิ่งใดที่มองเห็นให้เพ่งจิตมองดู พิจารณาในสิ่งนั้นให้ละเอียดลงไปจนกระทั่งจิตมันคล่องต่อการพิจารณาแล้วมันจะได้ผลขึ้นมาเอง

เรื่องธรรมะที่ท่านเขียนในพระภิธรรมว่าจิต 89 ดวง 121 ดวง โลภะมูล 8 โทสะมูล 2 โมหะมูล 2 อะไรนี้ อย่าไปไล่อย่าไปนับมัน เอาแต่เพียงว่าอารมณ์ รูป ที่มันผ่านเข้ามาทางตานี้ เราจะไม่ให้รูปมันบดขยี้หัวใจเราได้อย่างไร เสียงที่มาในหูนี้เราจะป้องกันอย่างไร จะไม่ให้มันเป็นโจรขโมยความปกติของใจเราได้ เอากันที่ตรงนี้ แม้ว่าเราจะไม่รู้ว่ามันมีชื่ออะไรก็ช่าง แก้ไขปัญหาหัวใจให้มีความสุข ความสบาย ทำงานได้สะดวกคล่องแคล่ว นี่เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ความรู้ที่จะไปนับว่าอันนั้นมีเท่านั้น อันนี้มีเท่านี้ เออ!...ถ้าอยากขึ้นเทศน์กินเครื่องกัณฑ์ อย่างอาตมานี้ควรที่จะไปท่องหน่อยอย่างพวกท่านนี้อย่าไปสนใจเลย เอากันแต่เพียงว่าให้มันรู้เท่าทันเหตุการณ์ทั้งภายนอกและภายในใช้ได้แล้ว

 


   ที่ทำสมาธิแล้วต้องทำงานในโลกได้ แต่ขณะกำลังศึกษาอยู่นั้นถ้ามีโอกาสได้วิเวกโดยละการงานชั่วคราว ที่ทำให้ศึกษาได้ผลเร็วขึ้นกว่าการศึกษาในการงาน ในข้อนี้จริงหรือไม่
   

   อันนี้อาตมาจะขอเล่าเรื่องในสมัยที่เป็นนักเรียน ทำสมาธิในขณะที่เป็นนักเรียน พอเลิกจากโรงเรียนแล้วเวลาทำสมาธิไหว้พระสวดมนต์เสร็จไม่ได้บริกรรมภาวนาอย่างที่ว่า เอาบทที่เราเรียนผ่านมาในวันนั้นมาคิดพิจารณา ทีนี้ถ้าสิ่งใดเราคิดไม่ออก เราก็จดบันทึกเอาไว้แล้วก็คิดอันใหม่ต่อไป อาตมาเคยปฏิบัติแบบนี้ในขณะที่ศึกษาอยู่แล้วก็บางครั้งก็สามารถทำจิตให้เป็นสมาธิได้เหมือนกัน เป็นสมาธิได้จนขนาดที่ว่าก่อนหน้าวันจะสอบเกิดนิมิตขึ้นมา ได้รู้ได้เห็นข้อสอบขึ้น ตอนสอบเปรียญประโยค 3 นี้ได้ข้อสอบตั้ง 2 วิชา คือวิชาแปลและวิชาสัมพันธ์ เพราะอาศัยการทำสมาธิ ทีนี้การทำสมาธิในขณะที่ศึกษาอยู่นี้เราก็เอาหลักวิชาการของเรานี้แหละมาเป็นหลักกรรมฐาน เช่น อย่างสมมติว่าเราจะเรียนวิชาอะไรในวันนี้พอเลิกจากโรงเรียนแล้วเวลาเราหาที่สงบเวลาค่ำคืนมา หลังจากอ่านหนังสือดูหนังสือแล้ว หรือเราจะเอาเรื่องที่เราอ่านหนังสือดูหนังสือในวันนั้นมากำหนดพิจารณาตามที่เราได้อ่านได้เรียนมา เอาหลักวิชาการของเราที่ได้เรียนมาเป็นอารมณ์ของกรรมฐานก็เป็นการปฏิบัติกรรมฐานเหมือนกัน ได้ผลดี ถ้าหากถือโอกาสเวลาว่างๆจากการเรียน เช่น โรงเรียนปิดเทอม จะถือโอกาสไปบวชหรือว่าไม่บวชก็ตาม ไปหาที่สงบวิเวกที่มีครูบาอาจารย์แนะนำ จะไปบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่ชั่วระยะหนึ่งก็จะทำให้เกิดผลดีขึ้น

 


   ฝึกสมาธิอยู่ 2 ปี นิสัยก็เปลี่ยน คือชอบอยู่ตามลำพัง อ่านหนังสือธรรมะ อาการอย่างนี้คือกำลังจะเป็นบ้าใช่ไหม
   

   การทำสมาธิในขั้นต้นๆในเมื่อจิตรู้สึกจะสงบลงไปบ้าง จิตมันติดความสงบ มันชอบอยู่เงียบๆคนเดียว เป็นเรื่องของธรรมดา อันนี้ไม่ใช่กำลังจะบ้าหรอกเป็นธรรมชาติของจิตสงบ มันเป็นอย่างนั้น ทีนี้ในตอนต้นๆนี้มันสงบแล้วมันจะจ้องเข้ามาในตัวนี้ มันไม่ออกไปข้างนอก ตอนนี้มันยังไม่มีปัญญาแตกฉาน ต่อเมื่อมันมีปัญญาแตกฉานรู้เท่าทันเหตุการณ์ต่างๆแล้วมันจะออกไปมองอยู่ข้างนอก เรื่องของข้างนอกนี้จิตในขั้นวิปัสสนากรรมฐานนี้จะรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องที่จะทำให้วุ่นวาย มันเป็นเรื่องที่น่าศึกษาให้รู้ข้อเท็จจริงเพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นสภาวะ เครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ ทำให้จิตรู้ซึ้งเห็นจริงลงไปว่าทุกสิ่งทุกอย่าง อนิจจัง อนัตตา ทั้งนั้น ในขั้นนี้ก็ปล่อยให้มันเป็นไปอย่างนี้ก่อน

 


   จิต สติ และสัมปชัญญะคืออะไร
   

   จิต คือ ตัวรู้สึก รู้นึก รู้คิด ไม่รู้จักดี ไม่รู้จักชั่ว สติ คือ ธรรมชาติที่ระลึกและความตั้งใจ ในเมื่อเราตั้งใจแล้วมีความรู้พร้อม ความรู้พร้อมเป็นลักษณะของสัมปชัญญะ สติกับสัมปชัญญะบวกกันเข้า เกิดมีพลังแก่กล้าขึ้นกลายเป็นปัญญา เมื่อเกิดไปเป็นปัญญาแล้วก็เกิดเป็นภูมิความรู้ขึ้นมา ทีนี้ปัญญาภูมิความรู้นี้เป็นเหตุให้เกิดวิชชา ถ้าเกิดวิชชาความรู้แจ้งเห็นจริง รู้ข้อเท็จจริงในความรู้ต่างๆที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง เรียกว่าวิชชา อย่างในธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ในเมื่อจิตหยั่งรู้ถึงธรรมแล้ว จักขุง อุทปาทิ จักษุบังเกิดขึ้น ในเมื่อจักษุบังเกิดขึ้น ญานัง อุทปาทิ ญาณหยั่งรู้ก็เกิดขึ้น ในเมื่อญาณหยั่งรู้เกิดขึ้น ปัญญา อุทปาทิ ปัญญาก็เกิดขึ้น ทีนี้ปัญญาความรู้มันไม่มีขอบเขต มันรู้ มากๆทีนี้ความรู้ทัน ความรู้แจ้งเห็นจริงในความรู้นั้น ตามข้อเท็จจริงเรียกว่าวิชชา ในเมื่อวิชชาบังเกิดขึ้น อาโลโก อุทปาทิ จิตเกิดปีติ เกิดความสุข เกิดความเบิกบานอย่างเต็มที่ แล้วก็เข้าไปสู่ความสงบ อาโลโก อุทปาทิ ความสว่างไสวบังเกิดขึ้น อันนี้ตามหลักของธรรมจักกัปปวัตตนสูตร

 


   จิตตกใจกลัวจะตกใจง่าย ดิฉันเพิ่งจะปฏิบัติมักคิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมดา เป็นสิ่งลึกลับ
   

   อันนี้ การปฏิบัติบางอย่าง ถ้าหากเราไปศึกษาตามแบบชนิดที่เรียกว่า ไปขอพลังหรือไปเชิญอะไรสักอย่างหนึ่งให้มาช่วยจิต ให้มันเป็นไปได้เร็วในทำนองนั้น อันนี้มันมักจะวิตกกังวลว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้ามาสิงสู่ภายในจิตภายในใจ แล้วก็ทำให้จิตใจนี้เกิดมีความหวาดกลัว อันนี้เคยเจออยู่บ่อยๆ เพราะฉะนั้นผู้ที่สนใจจะทำสมาธิที่ให้เกิดประโยชน์กันจริงๆนี้ ถ้าจะพยายามเลือกเฟ้นหาครูบาอาจารย์ที่สอนในทางที่ถูกต้องบ้างก็ดี เช่นอย่างบางครั้งไปหลงเชื่อให้เขาไปลงกระหม่อมแล้วก็ไปยกครูอะไรขึ้นมาภาวนา แล้วก็เสียสติ มีการเข้าเจ้าทรงผีไปในทำนองนั้นมันไม่ถูกทาง อันตรายของนักปฏิบัติมีมากเหลือเกิน ผู้ที่ทำไปนั้นไม่ทราบว่าท่านมุ่งผลประโยชน์อันใด ไม่ขอวิจารณ์ แต่ว่าการที่ไปเรียนสมาธิแบบเหมือนกับเรียนไสยศาสตร์กันเป็นการไม่ถูกต้อง อาจารย์ของอาตมานี้เคยสอนคนแต่ท่านสอนฆราวาส และฆราวาสนี้ก็สอนแต่โยมผู้ชายโยมผู้หญิงไม่สอน เรียกว่าสอนธรรมะพระไตร ใครภาวนาเป็นแล้วมีสมรรถภาพในการขับไล่ผี คนที่ถือผีถือสางนี้เอาไปทำน้ำมนต์ขับไล่แล้วเลิกถือผีถือสางหมด แต่ว่าภาวนาแล้วปีติขึ้นแรง พอภาวนาตอนแรกๆนี้นึก พุทโธๆๆ ในใจ พอเกิดปีติขึ้นมาแล้วจะมีเสียงพุทโธๆๆดังก้องออกมา พอดังออกมาแล้วยังเหลือแต่ โธๆๆ คำเดียว พอเงียบโธลงไปแล้วไม่สวดปาฏิโมกข์ก็ต้องสวดมนต์ ไม่สวดมนต์ก็ต้องแสดงธรรม แต่อันนี้ไม่ปรากฏว่า ผู้ภาวนาแล้วเกิดเสียสติเอาไปใช้ประโยชน์ในทางช่วยคนที่เขาถูกผีรบกวนอะไรได้

 


   การหลับตาเพ่งระยะหน่งจิตเห็นดวงไฟสีแดงปรากฏชัดจึงเพ่งดูต่อไป แต่แล้วนานๆเข้าดวงไฟสีแดงนี้ค่อยๆหายไป เมื่อหายไปแล้วเพ่งอีกก็ไม่เห็นดวงไฟที่กล่าวมานี้เลย อยากทราบว่าที่เห็นดวงไฟสีแดงนี้คืออะไร
   

   การหลับตาเพ่งในเมื่อหลับตาเพ่งลงไปแล้วมองเห็นดวงไฟ ดวงไฟนี้มันเกิดความรู้สึกเห็นในชั่วขณะหนึ่ง เช่น เราอาจจะมองดูแสงส่ว่างหรือดวงสว่างอันใดอันหนึ่ง ในเมื่อเรามองดูแล้วเราหลับตาลงไปชั่วขณะนั้น เราอาจมองเห็นดวงอันนั้นอยู่ เช่นอย่างดวงไฟเป็นต้น ทีนี้ภายหลังในเมื่อเราเพ่งดูอีกมันก็หายไป อันนี้การเพ่งเห็นดวงไฟดังที่ว่านี้ถ้าจะว่าเป็นดวงนิมิตมันก็ยังไม่ใช่ เพียงแต่ว่าเรามองดูอะไรนานๆสักหน่อยหนึ่ง เช่น ดูดวงไฟที่สว่างอยู่นี้ พอดูสักนาทีหรือครึ่งนาที พอหลับตาพักลงไปเท่านั้นมันจะมองเห็นเป็นดวงสว่างสุกอยู่ อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา ถ้าจะว่าเป็นสมาธิก็เป็นขณิกสมาธิ

ทีนี้ความสว่างตามความหมายแห่งองค์ประกอบของสมาธินั้น ในตอนแรกๆมันก็อาจจะสว่างขึ้นมาเป็นดวงเหมือนดวงไฟ สำหรับดวงสว่างซึ่งมันผ่านเข้ามาเป็นวับๆแวบๆ ชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของการภาวนาที่จะต้องเป็นเช่นนั้น ทีนี้ในเมื่อจิตมันสงบนิ่งลงเป็นสมาธิ เริ่มตั้งแต่อุปจารสมาธิ หรือเรียกว่าสมาธิมันเดินตามองค์ของฌานวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตานั้น เมื่อจิตสงบลงไปแล้ว ที่สำคัญที่สุดซึ่งเป็นครื่องหมายว่าจิตสงบคือแสงสว่าง แสงสว่างภายในจิต อันนี้เป็นส่วนประกอบ ความสว่างอันนี้ผิดแผกจากดวงที่เรามองเห็น ทีนี้ถ้าหากว่าจิตเริ่มสงบในตอนแรกๆนี้พอสงบลงไปพอรู้สึกสงบเทานั้นแหล่ะ แล้วกระแสจิตของเราส่งกระแสออกไปไกลๆโน้น เราอาจจะมองเห็นแสงเป็นจุดในตอนนั้น จิตของเราสงบแล้วมันพุ่งไปข้างหน้าแล้วไปเกิดสว่างอยู่ข้างหน้า นี้เป็นสัญลักษณ์บอกให้รู้ว่าจิตของเราเริ่มสงบเหมือนกัน ทีนี้ถ้าหากจิตสงบๆละเอียดยิ่งขึ้นไปๆแล้ว แสงสว่างที่เรามองเห็นอยู่ไกลนั้นมันจะหดเข้ามาๆจนกระทั่งถึงตัวเรา ในเมื่อมาถึงตัวเราแล้วจิตสงบละเอียดวูบลงไปเกิดสว่างโพล่งขึ้นมา จิตเริ่มมีสมาธิ ถ้าหากสมาธิอันนี้ยังรู้สึกว่ามีตัวปรากฏอยู่ เป็นสมาธิขั้นอุปจารสมาธิ ถ้าปรากฏว่าตัวหายไปแล้วยังเหลือแต่จิตสงบนิ่งสว่างอยู่ อันนั้นเป็นสมาธิขั้นอัปปนาสมาธิ สมาธิขั้นอัปปนาสมาธิในขั้นต้นนี้มันเป็นแต่เพียงปฐมจิต ปฐมวิญญาณ ปฐมสมาธิ เป็นอุคคหนิมิต ทีนี้ผู้ปฏิบัติจะต้องฝึกหัดข้าออกสมาธิให้ชำนิชำนาญตามองค์ณานนั้น จึงจะนำสมาธินั้นไปใช้ประโยชน์ได้ในการพิจารณาวิปัสสนาในขั้นต่อไปได้อย่างงชำนิชำนาญ อันนี้ขอให้ท่านพึงสังเกตเรื่อยๆไป

 


   การปฏิบัติทุกอิริยาบถคือยืน เดิน นั่ง นอน ผลปรากฏว่าลมหายใจไม่ปรากฏเลย ผลปรากฏภายในทั้งรู้ทั้งเห็นสว่างแจ่มใจเบิกบานมาก เห็นภายในเป็นสายขาวบริสุทธิ์เท่าเส้นด้ายหลอดปรากฏชัดแจ้ง เจตสิกไม่เคยปรุงจิตได้ เลยแม้แต่ขณะหนึ่ง ปรากฏนานเช่นนี้นานได้ถึง 7 วัน
   

   โดยธรรมชาติของการปฏิบัตินี้เราจะกำหนดรู้ลงไปได้ว่า 1.จิตคือตัวรู้ 2. เครื่องรู้ของจิต หมายถึงอารมณ์ของจิต มีลมหายใจเป็นต้น เมื่อจิตมีความรู้ สติมีเครื่องระลึก เช่นอย่างในปัญญานี้ จิตกำหนดเอาลมหายใจเป็นเครื่องรู้ และสติเอาลมหายใจเป็นเครื่องระลึก ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจิตตามลมหายใจเข้าออกจนกระทั่งลมหายใจก็หายไป ร่างกายที่มอยู่ก็หายไป แล้วปรากฏว่ามีจิตสงบ นิ่ง ใสสะอาดบริสุทิ์ ในที่นี้ใช้คำว่าขาวใสบริสุทธิ์ แล้วยังแถมว่ามีเป็นเส้นเหมือนด้ายหลอด ทีนี้แส้นด้ายหลอดนี้มันก็ตรงกับว่ากระแสจิตส่งออกไปไกลก็มองเห็นแสงพุ่งไปไกล ตอนนี้จิตส่งกระแสอย่ในภายนอก ทีนี้ความรู้สึกมันหดรวมเข้ามาอยู่ภายใน คือจิตอยู่ในจิต สายที่มันพุ่งไปเป็นเส้นด้ายไกลๆนั้นก็หายไป ก็เหลือแต่จิตนิ่ง สว่าง ขาวบริสุทธิ์เป็นหนึ่ง ซึ่งในขณะนั้นจิตอยู่ในอัปปนาสมาธิ ถ้าหากเป็นอัปปนาสมาธิในขั้นต้นจิตจะนิ่งใสสะอาดบริสุทธิ์อยู่เฉยๆ ความรู้มีแต่เพียงว่าจิตสงบนิ่ง มีความสว่างเท่านั้น อันนี้เป็นสมถะหรือเป็นอัปปนาสมาธิ เกิดขึ้นในขั้นสมถภาวนา

แต่ถาหากจิตได้ผ่านการพิจารณาหรือมีความสำคัญมั่นหมายได้พิจารณาอารมณ์ในแง่ต่างๆมาแล้ว เมื่อจิตสงบลงไปในลักษณะแห่งอัปปนาสมาธิแม้ว่าตัวคือร่างกายจะหายขาดไปก็ตาม แต่จิตก็มีสิ่งที่รู้อยู่

บางครั้งปรากฏการณ์อาจจะเป็นในทำนองนี้ พอจิตสงบนิ่งลงไปแล้วจิตจะแสดงอาการลอยออกจากร่าง แล้วมาลอยอยู่เหนือร่าง ส่งกระแสลงไปดูร่างที่ตนอาศัยอยู่ ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายที่มองเห็นอาจจะขึ้นอืด เน่าเปื่อย ผุพัง ยังเหลือแต่โครงกระดูกแล้วสลายตัวไปไม่มีอะไรเหลือ แม้แต่ผืนแผ่นดินที่อาศัยอยู่ก็ไม่ปรากฏในความรู้สึก มีแต่จิตดวงเดียวล้วนๆและในบางครั้งในเมื่อสิ่งที่มองเห็นคือร่างกายที่ปรากฏนั้นหายไป แม้แต่จิตอยู่ในลักษณะที่สงบนิ่งเป็นปกติอยู่ก็ยังจะมีปรากฏการณ์ปรากฏขึ้นให้รู้ คล้ายๆกับว่ามีสิ่งใดสิ่งหนึ่งมันผ่านเข้ามาวนรอบในจิต แต่จิตก็นิ่งเด่นเฉยอยู่ อันนี้ไปตรงกับคำถามที่ว่า จิตขาวใสบริสุทธิ์ปรากฏชัดแจ้ง

เจตสิกไม่ปรุงจิต ในขณะที่จิตนิ่ง เจตสิกไม่ปรุงจิต ตามคำถามของท่านผู้นี้หมายถึงว่า จุดนี้มันเกิดมีศีล สมาธิ ปัญญา รวมเป็นหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า อริยมรรค มัคคสมังคี ประชุมลงเป็นหนึ่งยังปรากฏการณ์ก็คือ จิตดวงสงบ นิ่ง สว่าง บริสุทธิ์สะอาด ไม่หวั่นไหวในสิ่งที่ผ่านเข้ามา อาจจะมีอะไรผ่านเข้ามาอย่างละเอียดๆจิตก็มองเห็นสิ่งนั้นอยู่ แต่ไม่มีอาการหวั่นไหวไปตาม ท่านผู้นี้จึงเรียกว่า เจตสิกไม่ปรุง หมายถึงจิตสงบนิ่งลง อริยมรรคประชุมพร้อมกันที่จิต แล้วจิตสามารถประคองตัวได้โดยอัตโนมัติ เป็นหนึ่งอยู่อย่างนั้น อันนี้เรียกว่า การประชุมพร้อมแห่งอริยมรรค ถึงแม้จะเป็นขั้นต้นๆก็เป็นแนวทาง

 


   ปรากฏทั้งรู้ทั้งเห็นเท่ากับมองด้วยสายตาภายนอก
   

   อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา ในเมื่อสิ่งใดปรากฏขึ้นมาแล้วก็ทั้งรู้ทั้งเห็น ถ้าหากความรู้ความเห็นที่มันเกิดขึ้นในขณะที่ผู้ภาวนายังมีตัวปรากฏอยู่ ถ้าเกิดนิมิตขึ้นมาจะดูคล้ายมองเห็นด้วยสายตาแล้วกรู้ด้วยใจ เพราะฉะนั้นท่านผู้นี้จึงว่าทั้งรู้ท้งเห็น ผู้รู้ด้วยใจและมองเห็นด้วยสายตา อันนี้เป็นนิมิตที่เกิดขึ้นในขั้นต้น ในขณะที่จิตเป็นอุปจารสมาธิ ทีนี้ถ้าหากนิมิตเกิดขึ้นในขณะที่จิตสงบละเอียดจนกระทั่งจิตนิ่งเด่นเป็นหนึ่งแล้ว มีทุกสิ่งทุกอย่างผ่านเข้ามา จิตรู้เห็นอยู่ อันนี้เป็นนิมิตที่จิตรู้ด้วยจิตโดยตรง เพราะฉะนั้นนิมิตในขั้นต้น ขั้นอุคคหนิมิต จิตรู้คล้ายกับมองเห็นนิมิตนั้นด้วยตา ขั้นปฏิภาคนิมิต จิตรู้แล้วก็มองเห็นด้วยใจ เรียกว่า ตาใจ ระดับอุคคหนิมิตนี้ จิตทั้งรู้เห็นด้วยใจ ทั้งมองเห็นด้วยตาเนื้อ แต่ไม่ได้หลับตา แต่ประสาทรู้เห็นทางตายังไม่ขาดไป แต่ถ้าอยู่ในขั้นปฏิภาคนิมิตแล้ว มีอต่จิตรู้เห็นทางเดียว จักษุประสาทไม่เกี่ยวข้อง พึงทำความเข้าใจอย่างนี้

 


   กำหนดจิตมีสติปกครองรักษาจิต อารมณ์เช่นนี้ก็มีผลแบ่งออกอารมณ์ภายนอก
   

   อันนี้มันเป็นผลที่ผู้ปฏิบัติได้ฝึกฝนอบรมจิต ทั้งขั้นบริกรรมภาวนา ขั้นการพิจารณาธรรม จนสามารถทำจิตให้มีสติ เรียกว่ามีสติสัมปชัญญะ อาการอย่างนี้มักจะเกิดขึ้นกับจิตของท่านผู้ดำเนินการปฏิบัติตามหลักของมหาสติปัฏฐาน โดยอาศัยหลักกายเวทนา จิตธรรม การพิจารณากาย ก็คือพิจารณาอาการ 32 ในแง่สุภกรรมฐานบ้าง ในแง่ธาตุ 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ บ้าง โดยเอาอาการ 32 นี้เป็นเครื่องรู้ของจิต เป็นเครื่องระลึกของสติ

ในขณะที่เรากำหนดพิจารณาดูกายคืออาการ 32 นั้น ความจริงเราตั้งใจแต่จะดูเรื่องของกาย แต่พร้อมกันนั้นเราจะรู้เรื่องของเวทนา ของจิต ของธรรมไปด้วย เราดูกายเราก็รู้เวทนามันเกิดที่กาย ความสุขก็เกิดที่กาย ความทุกข์ก็เกิดที่กาย และพร้อมๆกันนั้นจิต ธรรม มันก็ปรากฏขึ้น เพราะจิตมันเป็นผู้รู้แล้วก็ธรรมที่จะปรากฏเป็นสิ่งกวน เรียกว่า นิวรณ์ 5 เวทนาที คือสุข ทุกข์ ที่เกิดขึ้น

เพราะฉะนั้นภูมิจิตของท่านผู้ดำเนินตามแนวแห่งมหาสติปัฏฐาน 4 นี้ คือยึกเอากาย เวทนา จิต ธรรม เป็นเครื่องรู้ เครื่องเห็น เป็นเครื่องระลึกของสติ เมื่อจิตมีสติสัมปชัญญะดีแล้ว แม้อยู่ในสมาธิก็จะรู้สึกจิตกับอารมณ์แยกกันออกคนละส่วน ในเมื่อออกจากสมาธิแล้วมาอยู่ปกติธรรมดา เช่นอย่างเราคุยกันอยู่เดี๋ยวนี้ท่านผู้นั้นก็จะรู้สึกจิตภายในมีความสงบอยู่ แต่ส่งกระแสจิตมาทำงานภายนอก รับรู้อารมณ์ได้ ในบางครั้งคล้ายๆกับเรารู้สึกว่าเรามีใจ 2 ดวง ดวงหนึ่งมันนิ่งอยู่ข้างใน ดวงหนึ่งมันทำงานอยู่ข้างนอก อันนี้เป็นธรรมชาติของจิตผู้ที่ฝึกฝนอบรมมาชำนิชำนาญ มีสติสัมปชัญญะพอสมควร แล้วจะได้ผลอย่างนี้

 


   การปฏิบัติแบบใดที่จะทำให้มีความรู้จิตของตนเฉพาะภายใน พร้อมทั้งพูดคุยกับคนอื่นๆได้
   

   อันนี้ การปฏิบัติแบบใดอย่างไร คำถามนี้ตรงกับคำถามว่า ทำอย่างไรจิตจึงสงบเป็นสมาธิได้เร็ว และจึงจะเกิดปัญญารู้แจ้งเห็นจริงได้เร็ว ต้องการอยากจะเป็นให้เร็วต้องทำให้มากๆ อย่างที่ว่าวันหนึ่งทำ 3 ครั้ง ๆ ละ 1 ชั่วโมง รับรองว่าเป็นได้เร็ว

 


   เวลานั่งสมาธิรู้สึกว่าเหมือนกายจะระเบิดออก แต่เป็นเฉพาะที่ฝ่ามือ จิตเย็นสบาย โปร่ง ลมหายใจเบาขึ้น ควรจะปฏิบัติอย่างไร
   

   อันนี้เป็นประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในระหว่างการปฏิบัติ พอเราตั้งใจปฏิบัติแล้ว ความเอาใจใส่ในตัวเองมันเพิ่มมากขึ้น ความเอาใจใส่ในจิตของเราเอง ความเอาใจใส่ในกายของเราเอง และความเพ่งเล็งที่จะให้จิตเกิดสงบ ยิ่งความเพ่งเล็งจะให้จิตสงบมากเท่าไร ความเหน็ดเหนื่อยหนักในกายก็ยิ่งมากขึ้น ทีนี้การภาวนาที่จะข่มจิตให้สงบนี้โดยมีความตั้งใจข่ม แล้วบังคับจิตให้โน้มไปในทางที่สงบ บางทีเมื่อจิตสงบลงไปจริงๆแล้วจะกลายเป็นสมาธิตัวแข็ง เพราะฉะนั้นผู้ที่จะภาวนาเพื่อให้เบากาย เบาจิตกันจริงๆอย่าไปบังคับความรู้สึก เพียงแต่ควบคุมจิตให้อยู่กับคำบริกรรมภาวนาเท่านั้น เช่นอย่างภาวนาพุทโธๆๆ เอาพุทโธไว้กับจิต เอาจิตไว้กับพุทโธ สติสัมปชัญญะมาองโดยอัตโนมัติ หน้าที่เพียงนึกพุทโธๆๆด้วยความรู้สึกเบาๆ และก็อย่าไปปรารถนาให้เกิดผลใดๆทั้งนั้น เมื่อทำไปพอสมควรแล้วผลจะเกิดขึ้นมาเอง แต่ว่าต้องทำให้มากๆหน่อยนะ 20 นาที 30 นาทีไม่พอ

 


 b a c k
หน้า | |
 n e x t
< กลับ >
( จำนวนคนอ่าน 517 คน )