|
ในเมื่อทำสมาธิแล้วจิตสงบลงไปเกิดนิมิตภาพขึ้นมา
ระวังอย่าให้เกิดความเอะใจหรือแปลกใจกับการเห็นนั้น ให้ประคองจิตอยู่เฉยๆ
ถ้าเกิดไปเอะใจหรือทักท้วงขึ้นมา สมาธิจะถอน เมื่อสมาธิถอนแล้วนิมิตหายไป
ถ้าใครสามารถประคองจิตให้อยู่ในสภาพปกติ นิมิตนั้นจะอยู่ให้เราดูได้นาน
และนิมิตนั้นจะเป็นเครื่องรู้ของจิต เครื่องระลึกของสติ
เป็นฐานที่ตั้งของสติ บางทีนิมิตนั้นอาจจะแสดงอสุภกรรมฐาน
หรือแสดงความตาย ถ้าแสดงอสุภกรรมฐานให้เราดู เช่น ล้มตายลงไป
เน่าเปื่อย ผุพัง ก็ได้อสุภกรรมฐานได้มรณสติ ถ้าจิตของท่านผู้นั้นสำคัญมั่นหมายในพระไตรลักษณ์
ภาพนิมิตนี้มันก็ไม่เที่ยง ปรากฏขึ้นมาแล้วมันก็ล้มตายไป
ตายไปแล้วก็เปลี่ยนแปลงเป็นเน่าเปื่อย ผุพัง สลายตัวไป
เสร็จแล้วก็ได้วิปัสสนากรรมฐาน
เพราะฉะนั้นในเมื่อภาวนาเกิดนิมิตขึ้นมาแล้วอย่าไปดีใจเสียใจกับนิมิตนั้น
ให้ประคองจิตให้รู้อยู่ เฉยๆ ธรรมชาติของนิมิตนี้เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วย่อมมีการเปลี่ยนแปลง
ในเมื่อมันมีการเปลี่ยนแปลงก็ทำให้รู้ว่าแม้นิมิตนี้มันก็ไม่เที่ยง
หรือเพียงแค่มันเกิดขึ้นแล้วหายไป เกิดขึ้นแล้วมันหายไป
มันก็ไปตรงกับคำว่าเกิด-ดับ เกิด-ดับที่เรากำหนดรู้กันอยู่ในจิต
ความเกิด-ดับ ความคิดมันเกิดขึ้น ความคิดมันดับไป ก็คือการเกิด-ดับ
นิมิตเกิดขึ้น นิมิตดับไป ก็คือความเกิด-ดับ สุขมันเกิดขึ้น
สุขมันดับไป ก็คือความเกิด-ดับ ทุกข์เกิดขึ้น ทุกข์ดับไป
ก็คือความเกิด-ดับ เมื่อเรามีสติ กำหนดรู้ความเป็นของมันอยู่อย่างนี้
เราจะได้สติปัญญาดีขึ้นแล้วอาจจะเกิดปัญญารู้อนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา ข้นมาได้
|