ปุจฉา วิสัชนา : หลวงปู่หล้า เขมปตฺโต

   (คำถามชุดที่ ๘)
๑. ผู้ที่บริจาคดวงตาให้กับโรงพยาบาลมีอานิสงส์ไหม

๒. เมื่อบริจาคดวงตา ถ้าเป็นบุญบารมี จะเป็นปัจจัยให้ได้ดวงตาเห็นธรรมได้หรือเปล่า

๓. จะเป็นอานิสงส์ให้ได้ถึงฌานถึงสมาบัติได้ไหมสุดท้ายพระนิพพานด้วย

๔. สมมติผู้บริจาคมีศรัทธา บริจาคมอบให้โรงพยาบาลแล้วอยู่มาอีกเป็นสิบปีจึงสิ้นชีวิต ลูกหลานเกิดเบี้ยวหรือไม่ยอมบอกให้หมอมาเอาดวงตาหรือลูกหลานลืมไม่ได้นึกถึงจึงไม่ได้เรียกหมอมาเอาดวงตา กรณีเช่นนี้ผู้ตายหรือผู้บริจาคจะได้บุญหรือานิสงส์ไหม

๕. มีผู้คนเขาพูดว่าให้ดวงตาเขาไปแล้ว เมื่อไปเกิดชาติหน้าภพหน้าจะเป็นคนพิการจริงหรือไม่

๖. บางคนก็ว่าสละดวงตาไปแล้วเป็นวิญญาณก็ดี หรือเป็นผี และไปเกิดในภพสัภเวสี จะไม่มีลูกตาดวงตา จริงหรือไม่

๗. เมื่อหมอเอาดวงตาไปแล้วใส่ให้ผู้อื่นเกิดใช้ไม่ได้ และดวงตานั้นเกิดเสียหาย หรือหมอทำผิดพลาดด้วยเหตุใดๆ ก็ดี จนดวงตาที่เอาไปนั้นใช้ไม่ได้เหตุการณ์เช่นนี้ผู้สละดวงตาจะได้อานิสงส์ไหม

๘. ผู้ที่บริจาคร่างกายให้โรงพยาบาล เพื่อให้บรรดาหมอและพยายามไปเรียนหรือศึกษาจะได้อานิสงค์ผลบุญหรือไม่อย่างไร เมื่อสิ้นชีวิตแล้วและชาติเบื้องหน้า

๙. เมื่อบริจาคดวงตาและร่างกายให้โรงพยาบาลโดยได้ทำการจดชื่อลงชื่อมอบให้ แล้วกลับมาบ้านจะนิมนต์พระสงฆ์มาทำบุญบ้าน แล้วกรวดน้ำแผ่ส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวร และสัตว์ผู้บริจาคได้ทำเอาไว้กับสัตว์นั้นจะได้หรือไม่ จะถูกต้องหรือไม่

๑๐. ถ้าถูกต้องทำได้ และถ้าทำบุญกรวดน้ำ ที่ได้บริจาคดวงตาหรือร่างกายไปแล้ว ภายหลังลูกหลานหรือหมอโรงพบาบาลเกิดทำผิดพลาดหรือลืมไป ไม่ได้เอาดวงตาร่างกายไปทำประโยชน์ดังที่ผู้บริจาคตั้งใจไว้ เมื่อผู้นั้นได้สิ้นชีวิจไปแล้วเช่นนี้จะเป็นเวรเป็นกรรมเป็นบาปแก่ผู้บริจาค และลูกหลานต่อไปหรือไม่ประการใด เพราะกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลแล้ว

๑๑. กระผมอยากทราบว่า สมัยพระพุทธโคดม ท่านยังทรงพระชมม์อยู่พระอรหันต์ที่เป็นภิกษุณีองค์แรกคือใคร มีพระนามว่ากระไรครับ

   ๑. ผู้บริจาคดวงตาให้กับโรงพบาบาลมีอานิสงส์มาก

๒. เมื่อบริจาคดวงตาแล้วจะได้กุศลเป็นส่วนไหนนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับผู้ปรารถนายกอุทาหรณ์ เช่น นางอุบลวรรณาถวายดอกบัวต่อพระปัจเจกฯ แล้วก็ปราถนาว่า ข้าพเจ้าเกิดมาในภพใดชาติใด ขอให้สีกายเหมือนดอกบัวและก็ได้รับผลอย่างนั้นจริง จนได้ชื่อว่าอุบลวรรณานั่นเอง คำว่าอุบลแปลว่าดอกบัว คำว่าวรรณาคือผิวพรรณ สีกายเหมือนดอกบัวอยู่ห้าร้อยชาติติดๆกัน ดังนี้

ส่วนที่จะได้ดวงตาเห็นธรรมหรือไม่นั้นก็ต้องอธิษฐานว่า "ขอให้ข้าพเจ้าได้ดวงตาเห็นธรรม" อย่างนี้ก็จะได้จริงสมดังคำปราถนาดังผลทาน

๓. จะเป็นอานิสงส์ให้ได้ถึงฌานหรือไม่นั้น มันก็ขึ้นกับคำปรารถนาดังกล่าวแล้วนั่นเอง ตลอดทั้งพระนิพพานด้วย

๔ . ในกรณีที่ตกลงบริจาคไว้แล้วไม่ได้พลิกคืนก็เท่ากับว่าบริจาคแล้ว ก็ต้องได้บุญซิ

๕. ให้ดวงตาเขาไปแล้ว เกิดชาติหน้าไม่พิการ เพราะเชื่อผลศีลผลทานเพราะผลศีลผลทานไม่ทำให้คนมีรูปขี้เหร่

๖. และผู้ที่ไปเกิดไม่มีดวงตานั้น เป็นผู้มีบุรพกรรมแต่ชาติก่อน เป็นต้นว่าได้ทำให้ตาเขาบอดเป็นต้น เช่น พระจักขุบาลอันเป็นพระอรหันต์ตาบอด เพราะได้ไปวางยาให้เขาตาบอด เพราะโกรธว่าเขาไม่ให้ค่ารักษา ที่เรารักษาตาให้หายแล้วอันนี้พูดย่อเต็มที ในชีวประวัติของพระจักขุบาลยืดยาวนัก

๗. เมื่อหมอเอาตาไปแล้วใส่ให้ผู้อื่นเกิดใช้ไม่ได้ หรือดวงตานั้นเกิดเสียหายหรือหมอทำผิดพลาดใดๆ ก็ดี จนดวงตาที่เอาไปนั้นใช้ไม่ได้ เหตุการณ์เช่นนี้ผู้สละดวงตาก็ได้อานิสงส์ตามเดิม เพราะจิตใจไม่ได้พลิกคืนว่าจะไม่ให้

๘. ผู้ที่ทานร่างกายให้โรงพยาบาลเพื่อให้บรรดาหมอและพยาบาลไปเรียนหรือศึกษา ก็ต้องได้บุญเต็มส่วนของเจตนานั้นๆ

๙. เมื่อบริจาคดวงตาและร่างกายให้โรงพยาบาลโดยไปทำการจดชื่อลงชื่อมอบให้ แล้วมาบ้านนิมนต์พระมาทำบุญบ้านแล้วกรวดน้ำแผ่กุศลให้เจ้ากรรมนายเวรและสัตว์ที่ผู้บริจาคได้ทำเอาไว้กับสัตว์ จะได้หรือไม่นั้นก็ยังเป็นปัญหาอยู่มาก เขาจะได้รับหรือไม่นั้นผลของบุญมาหาเราตามเดิม ถึงแม้เขาจะจองเวรเราอยู่ก็ตามผลบุญส่วนนั้นก็ต้องมาเราอยู่ ในบาลีจึงยืนยันว่า "ปัตติทานมัย" บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ ดังนี้

๑๐. ถ้าเราบริจาคแล้ว ผู้อยู่ข้างหลังไม่ทำตามคำสั่งเสีย ก็เป็นความผิดของเขา แต่เราได้บุญตามเต็มอยู่ ผู้เขาลืมเขาก็ต้องเป็นบาปบ้าง

๑๑. ยางภิกษุณี องค์แรกคือนางปชาบดีโคตมี เป็นพระอรหันต์ก่อนเพื่อน



( จำนวนคนอ่าน 247 คน )

 b a c k
 i n d e x
 n e x t