๔.
ดิฉันอยากจะขอเรียนถามหลวงปู่ถึงเรื่องการควบคุมจิตใจให้มีความสงบอยู่นานๆ
และขออุบายหรือวิธีการในการทำสมาธิเพื่อให้จิจสงบเร็วขึ้นด้วยค่ะ
การภาวนาอยากจะให้จิตจดจ่ออยู่นานๆ
ก็ต้องตัดความละโมบอารมณ์อื่นที่มาเกยมาพาด ต้องตั้งสติไว้กับอาจารย์เดิม
(คือกรรมฐานเดิมที่ตั้งไว้) ยินดีในกรรมฐานที่ตั้งไว้นั้น อย่าไปยินดีในกรรมฐานอื่นที่ยังไม่ได้ตั้ง
นึกหรือบริกรรมกรรมฐานอันเดิมนั้นแหละ ตั้งสัจจะไว้ในที่นั้น ตั้งอธิษฐานไว้ในที่นั่น
ถ้ามันลืมไปก็ดึงมาอย่าได้เสียใจเพราะความสำเร็จอยู่กับความอดทนและความเพียร
เพราะเอากรรมฐานเดิมที่ตั้งเป็นตัวประกันยอมเป็นยอมตายกับกรรมฐานเดิมนั้น
คำว่า "ศีล" คำว่า "ปัญญา" ก็รอบรู้ในกรรมฐานที่ตั้งไว้นั้น
อย่าไปวอกแวกเคลื่อนที่ไปทางอื่นเพราะเรารวมคำสอนของพระองค์แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์มาไว้ที่เป้ากรรมฐานที่เราตั้งไว้นั้นแล้ว
ตลอดทั้งพระพุทธ พระธรรมทั้งหลาย
อันหาประมาณไม่ได้เราก็เอามารวมไว้ที่เป้าอันเดียวนั่นแล้ว เราไม่สงสัยจะส่งส่ายไปหาอันอื่นเลย
ถ้าไม่ขนาบทิฏฐิของตนอย่างนั้นมันก็ไปคว้าอันนั้นอันนี้อยู่ จิตของเราก็ไม่รวม
ความเห็นชอบของเราก็ไม่รวมอยู่ที่แห่งเดียว ที่มันไม่ยอมอยู่ที่แห่งเดียวเพราะอุบายของเราไม่ทันกับกิเลสของเรา
เพราะกิเลสของเรามันหลุกหลิกๆ อยู่เหมือนลิง กระโดดนั้นกระโดดนี้ กระโดดถูกกิ่งไม้ผุก็ตกตูมตาย
เหตุนั้นจึงให้สันโดษยินดีในกรรมฐานเดิมที่ตั้งไว้ เปรียบเหมือนทิศเหนือ
เมื่อทิศเหนือมีอำนาจในแม่เหล็ก เข็มทิศใดๆ ย่อมชี้ไปทางทิศเหนือทั้งนั้น
เป็นเมืองขึ้นทิศเหนือก็ว่าได้ ฉันใดก็ดี เมื่อเราตั้งมั่นไว้ในกรรมฐานใดๆ
เป็นหลักแล้ว กรรมฐานอื่นๆ มีตั้งหมื่นตั้งแสนย่อมเป็นเมืองขึ้นของกรรมฐานที่เราตั้งไว้
จะเป็นวิปัสสนากรรมฐาน กรรมฐานที่เกี่ยวกับปัญญาก็ดี หรือสมถกรรมฐาน กรรมฐานที่เกี่ยวกับจิตใจก็ดี
ก็มารวมพลกันอยู่กับเป้าเดิมที่เราตั้งไว้ไม่ส่งส่ายนั่นเอง แม้มรรค ผลนิพพานก็อยู่ในที่นั้นด้วย
แม้เราจะกระจายออกจากเป้าเดิมที่นั้นเราก็ไม่สงสัยอีก ให้ถือว่ามันแตกออกจากเป้าเดิม
ก็คือศีล สมาธิ ปัญญา อันเก่านั่นเอง ให้เข้าใจ ว่าสมาธินี้เหมือนเชือกเส้นยาวๆ
ที่เราขึงไปทั่วไตรโลกธาตุ แต่เราสาวเข้ามาให้มันรวมเป็นกองเดียวจะโตเท่าฟ้าเท่าแผ่นดินก็ตามหรือจะเล็กลงเท่าปลายเข็มก็ตามก็ให้ถือว่าเป็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง |