๑๔. ปัจจุบันนี้พระอริยเจ้า
ตั้งแต่โสดาจนถึงอรหันต์ มีจำนวนมากน้อยเที่ยบกับในอดีตเป็นอย่างไรครับ มีอะไรเป็นข้อวัดว่าท่านเป็นอริยภูมิได้ครับ
พระอริยเจ้าทุกวันนี้มีมากน้อยว่าครั้งพุทธกาลเท่าใดนั้น
ถ้าเทียบตามคาดคะเนก็คงมีน้อยกว่าครั้งพุทธกาล แต่มีข้อแย้งอยู่ว่า ต้องการเห็นพระโสดาหรืออนาคาหรืออรหันต์ก็ต้องเป็นเสียก่อน
ไม่ใช่จะเอาปริยัติความจำได้มาเห็นส่วนจะมีอะไรเป็นเครื่องวัดนั้นก็เป็นเครี่องวัดยากอยู่เหมือนกัน
เพราะนิสัยและวาสนาของสาวกสาวิกาละไม่ได้ จะละได้ก็แต่กิเลสเป็นตอนๆไปจนจบพระอรหันต์เป็นบางราย
ยกอุทาหรณ์เช่น พระสารีบุตร กระโดดข้ามคลอง ชาวโลกทั้งหลายก็กล่าวว่าพระอรหันต์ยังไงกระโดดข้ามคลอง
(คลองนั้นคงกว้างแขนเดียวเท่านั้น) แต่พระบรมศาสดาทรงแก้ว่า นิสัยขององค์ท่านเคยเป็นลิงมาหลายชาติ
ชอบกระโดดโหนตัวตามต้นไม้ นิสัยอันนี้จึงละไม่ได้ ส่วนกิเลสของท่านนั้นท่านละได้สิ้นเชิงแล้วเหล่านี้เป็นต้น
ถ้าจะยกมาให้ฟังก็มีอยู่อีกหลายเรื่องนัก คือเรื่องที่ไม่ใช่นิสัยของพระพุทธเจ้า
เพราะพระพุทธเจ้าละนิสียและวาสนาดังกล่าวแล้วได้ และก็ทิ้งกิเลสทั้งปวงก็ละได้ด้วย
จะเทียบอุทาหรณ์ให้ฟังต่อไปอีก พระยามปัสเสนคุอันเป็นพระบรมราชาที่ปกครองแคว้นโกศล
กราบเรียนพระบรมศาสดาว่าน้ำในกลางขุ่นขอบนั้นคืออย่างไร พระบรมศาสดาทรงกรุณาตอบว่า
คือจิตของมนุษย์ที่เป็นธรรมแต่มารยาทวาจาไม่เหมาะสม น้ำใสขอบขุ่นกลางด้วย
มารยาทไม่งาม จิตใจไม่เป็นธรรม น้ำใสทั้งกลางด้วยใสทั้งขอบด้วย หมายความว่า
จิตใจก็เป็นธรรม มารยาทก็เป็นธรรมดังนี้เป็นต้น เหตุฉะนั้นจึงเป็นการสังเกตยาก
แต่ที่สังเกตง่ายๆ ก็คือเห็นเขาฆ่าโค ฆ่ากระบืออยู่หรือฆ่าคนอยู่ ได้ยินเขาเล่าก็ดีหรือเห็นด้วยตาก็ดี
อันนี้เราตัดสินเผงได้ รู้จักดักใจของผู้อื่น และเราก็เป็นอรหันต์เต็มภูมิด้วย
(เว้นพระอรหันต์ สุขวิปัสสโกเสีย) เราก็ทายเขาได้เผงๆในใจเลย
|