ชาติสุดท้าย


หลวงปู่หล้า ขันติธโร
วัดป่าบ้านนาเก็น จ.อุดรธานี

ท่านอาจารย์องค์นี้ ท่านมีคุณธรรมสูงมาก น่ากราบไหว้บูชา แต่ท่านเสียไปได้ราว ๔-๕ ปีแล้ว เวลาท่านจะจากขันธ์ไป ก็ทราบว่าไม่ให้ใครวุ่นวายกับท่านมาก เป็นกังวลไม่สบาย ท่านขอตายอย่างเงียบแบบกรรมฐานตาย จึงเป็นความตายที่เต็มภูมิของพระปฏิบัติ ไม่เกลื่อนกล่นวุ่นวาย
เวลาประชุมเพลิงท่าน ก็ทราบว่าพระผู้ใหญ่ทั้งหลายไม่ค่อยทราบกันเลย เนื่องจากท่านไม่ให้บอกใครให้ยุ่งไปมาก วุ่นเปล่า ๆ วุ่นกับคนตาย หมดราคาค่างวดแล้ว ไม่ค่อยเกิดประโยชน์เหมือนวุ่นกับคนอื่น ท่านพูดอย่างสบายง่าย ๆ อย่างนี้เอง ใครจึงไม่กล้าขัดขืนคำท่าน ประการหนึ่งก็เป็นคำท่านสั่งเสียด้วยใจจริงด้วย กลัวเป็นบาปถ้าขืนคำท่าน แม้ว่าท่านยังมีชีวิตอยู่
ผู้เขียน (หลวงตา) ก็เคยได้ไปพักอาศัยอยู่กับท่านในเขาลึกราวครึ่งเดือน ที่ท่านพักอยู่นั้นเป็นป่าเขา อาศัยอยู่กับชาวไร่บิณฑบาตพอเป็นไปวันหนึ่ง ๆ ทราบว่า ท่านจำพรรษาที่นั่นหลายพรรษาเหมือนกัน ที่นั้นผู้เขียนเคยตั้งเวลาดู ตอนออกเดินทางกลับจากที่พักท่านออกมาหมู่บ้านกว่าจะพ้นจากป่าก็เป็นเวลา ๓ ชั่วโมง ๒๐ นาทีพอดี จนถึงหมู่บ้านก็ร่วม ๔ ชั่วโมง
ชื่อท่านว่า ท่านอาจารย์หล้า ภูมิลำเนาเดิมอยู่เวียงจันทร์ นับแต่อุปสมบทแล้ว ท่านเลยอยู่ฝั่งไทยตลอดมาจนวันมรณภาพ เพราะทางฝั่งไทยมีหมู่คณะและครูอาจารย์ทางฝ่ายปฏิบัติมาก การบำเพ็ญสมณธรรมท่านมีนิสัยเด็ดเดี่ยวอาจหาญ ชอบอยู่และไปคนเดียว อย่างมากก็มีตาปะขาวไปด้วยเพียงคนเดียว ท่านมีนิสัยชอบรู้สิ่ง  แปลก ๆ  ได้ดี คือ พวกกายทิพย์ มีเทวดาเป็นต้น พวกนี้เคารพรักท่านมาก ท่านว่าท่านพักอยู่ที่ไหนมักมีพวกนี้ไปอารักขาอยู่เสมอ
ท่านมีนิสัยมักน้อย สันโดษมากตลอดมา และไม่ชอบออกสังคมคือหมู่มาก ชอบอยู่แต่ป่าแต่เขากับพวกชาวไร่ ชาวป่า ชาวเขา เป็นปกติตลอดมา ท่านมีคุณธรรมสูง น่าเคารพบูชา คุณธรรมทางสติปัญญา รู้สึกว่าท่านคล่องแคล่วมาก แต่ผู้คนพระเณรส่วนมากไม่ค่อยทราบเรื่องนี้มากนัก เพราะท่านไม่ค่อยแสดงตัว มีเพียงผู้ที่เคยใกล้ชิดท่านที่ทราบกันได้ดี
ราว พ.ศ.๒๔๙๓ ที่ผู้เขียนไปอาศัยอยู่กับท่าน ได้มีโอกาสศึกษาเรียนถามธรรมท่านรู้สึกว่าทราบซึ้งมาก ท่านอธิบายปัจจยาการ คืออวิชชา ได้ดีละเอียดลออมาก ยากจะมีผู้อธิบายได้อย่างท่าน เพราะปัจจยาการเป็นธรรมละเอียดสุขุมมากต้องเป็นผู้ผ่านการปฏิบัติภาคจิตตภาวานามาอย่างช่ำชอง จึงจะสามารถอธิบายได้โดยละเอียดถูกต้อง
เนื่องจากปัจจยาการหรืออวิชชาเป็นกิเลสประเภทละเอียดมาก ต้องเป็นวิสัยของปัญญาวิปัสสนาขั้นละเอียดเท่า ๆ กัน จึงจะสามารถค้นพบและถอดถอนตัวปัจจยาการคืออวิชชาจริงได้ และอธิบายได้อย่างถูกต้อง ท่าน ท่านอาจารย์องค์นี้เป็นผู่หนึ่งที่อธิบายอวิชชา ปัจจยาการได้โดยละเอียดสุขุม เกินความสามารถของผู้เขียนจะนำมาอธิบายในที่นี้ได้ จึงขอผ่านไปด้วยความเสียดาย
ท่านอาจารย์องค์นี้ท่านเริ่มฉันหนเดียว และเที่ยวกรรมฐานอยู่ตามป่าตามเขากัยท่านพระอาจารย์มั่น ท่านพระอาจารย์เสาร์มาแต่เริ่มอุปสมบทจนถึงวันมรณภาพ ไม่เคยลดละข้อวัตรปฏิบัติและความเพียรทางใจตลอดมา นับว่าเป็นอาจารย์ที่เหนียวแน่นทางธรรมปฏิบัติที่หายากองค์หนึ่งในสมัยปัจจุบัน ควรเป็นคติตัวอย่างแก่ท่านผู้สนใจปฏิบัติทั้งหลายได้เป็นอย่างดี

 


หลวงปู่แหวน สุจิณโณ
วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่

ลูกศิษย์ : นึกถึงท่านอาจารย์เทศน์ถึงหลวงปู่แหวนท่านสูบบุหรี่ที่ว่าเอาแบงก์ ๕๐๐ พันแล้วสูบ
หลวงตา : นั่นละเห็นไหม คือท่านวางตามหลักธรรมชาติไม่ให้สมมุติเข้าไปเกี่ยวข้องกับจิตว่าเป็นโทษ
เป็นคุณอะไรเลยท่านทำเป็นกรณีพิเศษให้โลกทั้งหลายได้เห็น ท่านเอาธนบัตรใบละห้าร้อย อยู่ ๆ ท่านก็เอามามวลบุหรี่ เสร็จแล้วท่านก็เอามาจุดไฟสูบเฉย ไม่สนใจกับใครนะ นั่นใครจะไปว่าท่านเป็นอาบัติไม่ได้นะ คือนี้เป็นกิริยาสมสุติ ท่านใช้ให้สมมุติทั้งหลายได้เห็น ถ้าท่านไม่ทำใครก้ไม่เห็น คือวิมุตติจิตนั้น
หมดแล้ว เรื่องสมมุติที่จะเข้าไปอาจเอื้อมถึงไม่มีเลย คำว่าสมมุติโดยประการทั้งปวง เช่น โทษคุณเหล่านี้เป็นสมมุติทั้งหมด อันนั้นเลยหมดแล้ว เช่นอย่างสูบบุหรี่ด้วยธนบัตรใบละห้าร้อยท่านก็สูบเฉยท่านไม่มีอะไรนะ พวกดูข้างหลังเป็นบ้าตาจ้องเลยนะ ท่านเฉย ท่านไม่สนใจ คือให้ดู
แต่ก่อนใครจะรักษาพระวินัยเคร่งครัดยิ่งกว่าท่าน บทเวลาท่านออก ที่ออกจากหลักธรรมหลักวินัย ที่เป็นสมมุตินี้ทั้งหมดอยู่ข้างบน แล้วก็มาเกี่ยวข้องกับสมมุตินี้ เอาธนบัตรใบละห้าร้อยมาสูบบุหรี่เฉย
นี่ใครจะมาว่าท่านเป็นอาบัติไม่ได้นะ คือธรรมชาตินั้นเลย ทุกอย่างแล้ว ท่านรักษาเป็นขนบประเพณีอันดีงาม ในระหว่างขันธ์ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้นแหละ เวลาท่านจะแสดงออกมาในกรณีพิเศษ ท่านก็เอาธนบัตรใบละห้าร้อยมามวนแล้วสูบเฉยสบายเลยอย่างงั้นแล้วเห็นไหมละ คืออันนั้นเลยทุกอย่างแล้วขึ้นชื่อว่าสมมุติ ไม่มีสมมุตใดแม้เม็ดหินเม็ดทรายจะไปแทรกจิตที่บริสุทธิ์เต็มที่แล้วนั้นได้เลย ทีนี้โลกไม่เห็นละซิ ท่านจึงแสดงให้เห็น
ปัญหานี้ ถ้าไม่รู้ถามไม่ได้
หลวงตา : ได้ยินไม่ใช่เหรอที่หลวงตาไปหาท่าน ซัดกันเต็มเหนี่ยว
ลูกศิษย์ : พ่อแม่ครูอาจารย์เล่าให้ฟังอยู่ครับ ว่าเข้าไป ให้คนอื่นออกหมด แล้วอยู่สองต่อสองกับท่าน พ่อแม่ครูอจารย์ว่าถ้าคนไม่เป็นเรื่องนี้จะถามไม่ได้คำถามนี้ ถามแล้วจะตอบไม่ได้ด้วย
หลวงตา : คือ ปัญหานี้ถ้าไม่รู้จริง ๆ จะถามไม่ได้ว่างั้นเลย เอ้าถ้าไม่รู้จริง ๆ อันนั้นก็ตอบไม่ได้ เมื่อถามผึงเข้าไปที่รู้อยู่แล้วมันก็ออกกันรับผึงเลย เราไม่ลืมนะ เพราะเราพยายามจะเข้าไปหาท่าน ชื่อเสียงท่านร่ำลือมานานแล้วไม่ว่าท่านว่าเรา ถ้าพูดถึงเรื่องทิฐิมานะก็เหมือนกัน จะไม่เชื่อสุ่มสี่สุ่มห้า ว่างั้นเถอะ จะเชื่อโดยหลักความจริงต่อกัน
เวลาเราไปทีแรก ไปทีไรนี้คนรุมมาเลย ตกลงก็ได้เข้าเฝ้าท่านพร้อมกันหมด ก็ไม่มีเวลาจะถามธรรมะ
ไปทีไรก็เป็นอย่างนั้นทุกที เราจึงตั้งโปรแกรมใหม่ ไปคราวนี้จะไม่ให้ใครทราบ จะไม่ให้ใครเข้าไป คือธรรมดานั้นเข้าหาท่านไม่ได้ พวกเปรตผีอยู่นั้นมันกั้นกาง เข้าไปไม่ได้ แต่เราไปนี้เปรตมันกลัวเรา เข้าใจไหม เปรตโดดไปอยู่ภูเขาลูกไหนก็ไม่ทราบ
พอเราไปปั๊บเขาก็รุมมาหมด เพราะรถจอดอยู่ไม่ทราบว่ากี่คัน รถบัสใหญ่ พอเห็นเรามาเขาก็มีหวัง เขาก็รุมมาเลย เออมานี่ นี่นะให้เราไปหาท่านเสียก่อน เราเข้าไปหาท่านโดยเฉพาะในห้องเรียบร้อยแล้ว พอเสร็จธุระแล้วเราก็ออกมา เราจะให้สัญญาณ แล้วเข้าหาท่านด้วยกันทั้งหมดนั่นแหละ เขาพอใจแตกฮือกลับหมดเลย ก็เหลือแต่เราคนเดียว ปั๊บเข้าเลย เอากันตรงนั้นแหละนะ พวกนั้นเขาตายใจแล้ว ได้รับคำสัญญาแน่นอนจากเราแล้ว เวลาเราออกจากนั้นเราจะให้สัญาณ แล้วเข้าไปหาท่าน จะได้เข้าทั่วหน้ากันหมดนั่นแหละ เขาเข้าใจแล้ว ก็พรึบออกหมดเลย เราก็ปั๊บเข้าเลย เขาก็ซัดกันเลยไม่ได้ถอยนะคือไม่ได้รอเลย มวยก็ไม่ได้ไหว้ครูว่างั้นเถอะ ต่อยเลยปึ๋ง ๆ
ถามสองประโยค ไม่ถามมากนะ ประโยคสำคัญ ๆ ใส่ปั๊บเข้าไปท่านก็ผางออกเลย นั่นเห็นไหมล่ะ ถ้ารู้แล้วก็ไม่ยากนะ ผางออกมาเลย เราก็ดูนาฬิกาของเรา ๑๐ นาที ประโยคนี้นะ เราหายสงสัยเรียบร้อยแล้ว พอท่านจบลงปั๊บ ประโยคที่สองก็เข้า ทีนี้เด็ด เฉียบขาดเลย พอประโยคที่สองเข้าปั๊บ ท่านก็ผางออกมาเลย คราวนี้ฟาดถึง ๔๕ นาที เวลาท่านพูดนี้ไหลเลยนะ พุ่ง ๆ ๆ ตั้งแต่เริ่มต้นถึง ๔๕ นาที รวมแล้วกับคราวก่อน ๑๐ นาที ก็เป็น ๕๕ นาที

นี่แหละที่ได้คุยกับท่านอย่างถึงใจทุกอย่าง โอ๋ย เหมือนคนทะเลาะกันนะ คือธรรมะของท่าน เทียบกับน้ำที่สะอาดสุดยอด ขังไว้ในตุ่มใหญ่ หรือว่าในถังใหญ่นี้ ท่านไม่เคยเปิด เปิดออกมาที่ไหน ๆ ก็ไม่สมควรแก่น้ำประเภทนี้ ท่านก็ต้องปิดไว้อย่างนั้นตลอดมา ใครไปหาท่าน เกี่ยวข้องกับท่านที่จะเปิดน้ำถังนี้มันก็ไม่มี ท่านก็ปิดไว้อย่างนั้น ๆ แหละ เหมือนกับว่าหูหนวกตาบอดไปกับเขา พอเราไปนี้ก็เรียกว่า เราเปิดก๊อกใหญ่ ว่างั้นเถอะ พอไปเปิดนี้ก้ไหลซ่า ซัดกันนี้เอากันเต็มเหนี่ยวเลย ๔๕ นาที
พอจบลง ท่านขึ้นอีกนะ เอา ที่พูดไปทั้งหมดนี้ ถ้าท่านมหาเห็นว่ายังผิดอยู่ที่ตรงไหน คลาดเคลื่อนอยู่ที่ตรงไหน ไม่เป็นที่ลงใจ เอ้า ให้ถามมา ท่านว่าอย่างงั้นนะ เอ้าให้ถามมา กระผมหาธรรมะประเภทนี้แหละเราว่างั้น ฟังเสียงท่านหัวเราะ ฮ่า ๆ ๆ ๆ โห ตัวแดงหมดนะ ตัวท่านแดงหมด นั่นแหละธรรมที่ไม่เคยเปิด เข้าใจไหม พอเปิดนี้ออกรอบด้านเลย ผึง ๆ ตัวแดงหมด พลังของธรรมพุ่ง ๆ ๆ ตัวแดงเหมือนคนโกรธ คนเคียดแค้นให้กันอย่างสุดขีด ว่างั้นเถอะ
นี่แหละธรรมะออกอย่างสุดขีด ไม่มีกิเลสแม้เม็ดหินเม็ดทรายเข้าแทรกเลย มีแต่พลังธรรมล้วน ๆ ออกผาง ๆ ๆ นี่แหละธรรมล้วน ๆ จะทำยังไงให้มีกิเลสก็ไม่มี ถ้ายังมีอยู่ ก็ไม่เรียกว่ากิเลสสิ้น เข้าใจไหม ทำยังไงก็ไม่มีกิเลส ก็มีแต่ธรรมล้วน ๆ โอ๊ย ท่านหัวเราะลั่น ฮ่า ๆ ๆ ๆ อาจารย์องค์นั้นละได้คุยกันแล้วยัง คุยธรรมะประเภทนี้ แล้วอาจารย์องค์นั้นล่ะ ระบุชื่อ ๆ องค์ไหนที่เราได้คุยแล้วเราก็กราบเรียนท่าน ท่านว่าเป็นยังไงล่ะ เราก็กราบเรียนท่าน ท่านก็เข้าใจ ๆ
องค์ไหนที่ไม่แน่ใจ เราก็บอกว่ายังไม่ได้คุยกันด้วยความสนิทสนม ก็ไปอย่างนั้นเสีย เราไม่ได้บอกว่ายังไม่ได้คุยยังไม่ได้สนิทสนม มีโอกาสพอจะคุยกันแล้วก็ผ่านไป ๆ โอ๊ย วันนั้นท่านดีใจสุดขีดนะ เพราะธรรมะประเภทนี้ไม่เคยมีใครไปเปิดนี่นะ ท่านถึงออกเต็มเหนี่ยวเลย ตัวแดงหมด พุ่ง ๆ ๆ ดีไม่ดีเรียกว่าจะฟังไม่ทัน   พุ่ง ๆ ๆ นั่นละธรรมที่ท่านปิดเอาไว้ในถังใหญ่ที่สะอาดสุดยอด น้ำอันนี้จะไปชำระล้างสิ่งใดก็ไม่สมควรแก่น้ำนี้ ก็ต้องเก็บเอาไว้ ๆ จะสงเคราะห์คนใดสั่งสอนคนใดก็ไม่สมควรแก่ธรรมประเภทนี้ ประหนึ่งว่าท่านเหมือนไม่มี ทีนี้พอเราไป จะเป็นประเภทไหนก็ไม่รู้ ใส่ก็ผางเข้าเลย ตีถังท่านเลย ถ้าท่านแตกก็เอาใหญ่เลย ใส่เปรี้ยง โอ๊ย วันนั้นท่านรื่นเริงจริง ๆ รู้สึกว่ารื่นเริงสุดขีด ตัวนี้แดงหมดเลย นี่พลังของธรรมพุ่ง ๆ หัวเราะไม่หยุด ฮ่า ๆ ๆ เรื่อยทีเดียว ของเล่นเมื่อไร

 


ท่านพ่อลี ธัมมธโร
วัดอโศการาม จ.สมุทรปราการ

ตั้งแต่ได้พบท่าน (ท่านพ่อลี) ครั้งแรกมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ เพราะท่านผู้ดีหายาก คนผู้ดีหายาก พระที่ดีหายาก ศาสดาคือพระพุทธเจ้า ยิ่งเป็นผู้ที่หายาก ตั้งกัป ๆ กัลป์ ๆ ก็ไม่ได้ปรากฎแก่โลกแม้พระองค์เดียว ท่านผู้สิ้นกิเลสที่เรียกว่า สงฺฆํ สรณํ คจฺฉามิ ซึ่งเป็นที่ฝากเป็นฝากตายของชาวพุทธหรือเหล่าสัตว์ทั้งหลายก็เป็นสิ่งที่หายาก เพราะไม่มีในที่ทั่วไปเหมือนสิ่งทั้งหลาย
ท่านพ่อลีท่านก็ได้อุตส่าห์พยายามบำเพ็ญคุณงามความดีเต็มเม็ดเต็มหน่วย ท่านมีนิสัยเด็ดเดี่ยวอาจหาญชาญชัยมากในการประพฤติปฏิบัติ และท่านเคยเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นมาตั้งแต่เริ่มแรกโน่น จนกระทั่งได้พลัดพรากจากกันทั้งหลวงปู่มั่นและองค์ท่านเองก็เคยไปมาหาสู่กันเสมอ
เท่าที่ได้สังเกตในเวลาท่านไปกราบนมัสการหลวงปู่มั่นที่วัดป่าหนองผือนั้น รู้สึกว่า หลวงปู่มั่นท่านแสดงอากัปกิริยาเต็มไปด้วยความเมตตาอย่างมากมาย เห็นได้อย่างเด่นชัด แม้ท่านจะไม่ได้พักอยู่วัดป่าหนองผือเป็นเวลานานก็ตาม แต่สถานที่ให้พักสำหรับท่านพ่อลีเรานี้ ท่านเป็นผู้สั่งเองว่า ให้ไปจัดที่นั้น ๆ คือในป่านอกบริเวณรั้ววัด ให้ท่านพ่อลีได้พักสบาย ๆ เพราะสงัดดีกว่าที่อื่น ๆ คำว่าที่นั้น ๆ นั่นหมายถึงในป่าลึก ๆ โน่น แล้วก็สั่งผู้แสดงธรรม (หลวงตา) อยู่เวลานี้ เป็นผู้ไปดูและจัดสถานที่ที่จะให้ท่านพัก หลังจากนั้นท่านยังตามไปดูสถานที่พักนั้นอีกด้วย
นี่ก็เป็นเหตุให้ประทับใจไม่ลืม และการให้โอวาทสั่งสอนใน ๒-๓ คืนที่ท่านพักนั้น รู้สึกว่าท่านประทับใจอย่างมากทีเดียว เพราะครูบาอาจารย์ที่เป็นลูกศิษย์ของท่าน และป็นที่เมตตาเป็นที่ไว้วางใจของท่าน นาน ๆ จะได้ไปพักกับท่าน กราบนมัสการท่านครั้งหนึ่งและได้สนทนาธรรมกัน ท่านจึงได้สนทนากันอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย เต็มอรรถเต็มธรรมทุกขั้นตอนซึ่งยากที่จะหาฟังในเวลาอื่น ๆ
นี่ก็เป็นเหตุการณ์ไม่ให้ลืม เพราะหลวงปู่มั่นนั้นแสดงอาการอันใดออกมา ย่อมเต็มไปด้วยเหตุด้วยผลด้วยความหมาย ที่ยึดเป็นคติได้ตลอดไป ไม่สักแต่ว่ากิริยาที่แสดงออกมาเท่านั้น แต่เต็มไปด้วยความหมาย นี้ท่านพ่อลีก็เป็นลูกศิษย์องค์สำคัญองค์หนึ่งของหลวงปู่มั่นเรา

หลวงปู่คำดี ปภาโส
วัดถ้ำผาปู่ จ.เลย

ท่าน (หลวงปู่คำดี) ก็ยอมรับเหมือนกันนะ “ โอ้ ผมเสียดายว่าอย่างนั้น เวลาจิตมันค่อยเป็นไป ๆ จึงมาระลึกคำที่ท่านมหา (หลวงตามหาบัว) เทศน์ให้ผมฟัง พูดให้ฟัง สนทนาธรรมะกัน เวลาธรรมไม่เป็นในใจแล้วมันระลึกไม่ได้นะ เวลาท่านมหาพูดนั้นผมไม่ค่อยเข้าใจนะ ” ท่านว่า
“ พอพูดถึงธรรมขั้นสูงขึ้นไปผมไม่เข้าใจ ผมงงไปเรื่อย ๆ ” ท่านว่าอย่างนี้นะ “ แต่ผมก็ไม่อาจพูดอะไรตอนนั้น มีแต่ฟังท่านมหาพูดไป ผมไม่ค่อยรู้เรื่อง ” ท่านว่าอย่างนี้นะ “ พูดธรรมะอันละเอียดแล้ว เวลามันมาเป็นขึ้นมา ๆ นี้ ธรรมะที่ท่านมหาพูดนั้นพอมันเป็นขึ้นมาทีไร อันนี้ขึ้นมาพับ ขึ้นมารับกัน ๆ ๆ ยอมรับ ๆ เออน่ะ ” ท่านว่าอย่างงั้น
ที่ท่านมาพักอยู่หนองแซงนั้น ท่านจำพรรษาหนองแซงนี้ ก็พูดถึงเรื่องธรรมะท่านมหานี่แหละ “ การแจงเรื่องขันธ์ ๕ ตลอดถึงอวิชชา ที่ผ่านมานี้ ผมไม่เห็นหนังสือเล่มใดที่จะไปเหมือนจะแจงได้อย่างละเอียดลออถูกต้อง ไม่มีที่แย้งภายในจิตใจ เหมือนหนังสือที่ท่านมหานะ ผมเอานี่แหละเป็นแว่นส่องใจผม ” ท่านว่างั้นนะ   “ เวลาผมติดขัด ผมมาค้นดูหนังสือท่านมหา ”
ตอนที่ท่านไปผ่าตัดต่อมลูกหมากโต ไปผ่าตัดที่กรุงเทพฯ กลับมา ดร.เชาวน์ มาส่ง ตามส่งมาถึงจังหวัดเลย แล้วก็ทางนั้นมานี้ก็ฝากคำ ที่ผมไม่เคยลืมนะ “ นี่ฝากความคิดถึงไปถึงท่านมหาบัวด้วยนะ ท่านมหาบัวนั้นนะ เป็นอาจารย์ของอาตมานะ ” ท่านว่าฝากคำว่า ก็มาพูด อุ๊ย ทำไมมาพูดแบบนี้ ก็ท่านพูออย่างนั้นนี่นา จะให้ผมว่ายังไง ท่านสั่งมาอย่างนั้นผมก็ว่าอย่างนั้น โอ เราก็สะดุ้งทันทีเลย ท่านมหาบัวนั้นเป็นอาจารย์ของอาตมานะ ว่าอย่างนั้น ถ้าพูดถึงเรื่องธรรมก็ถูก ถ้าพูดถึงอายุพรรษาอาวุโสภันเต เราไม่อยากให้ท่านพูดอย่างนั้น
ด้านธรรมะนี้ก็เป็นอันว่า เราเคยสนทนากันมาพอแล้ว ไปคราวที่แล้ว ปี ๒๕๒๐ หรือไงนะที่เขียนหนังสือน้อยถามท่านไป ถามปัญหาไป ท่านตอบได้ดี จึงแน่ใจว่าท่านผ่านเรียบร้อยแล้ว (บรรลุธรรมอัศจรรย์) เราแน่ใจผ่าน เพราะถามจุดอย่างงั้น ถ้าจิตไม่เป็น ตอบไม่ได้ ไม่มีในพระไตรปิฎกนี่ มีในผู้ปฏิบัติ หลักปฏิบัติเท่านั้นเอง
ด้วยเหตุนี้เองที่พูดไว้ในธรรมะว่า
กัลยาณปุถุชน ไม่สามารถแก้ปัญหาของพระโสดาบันได้
พระโสดาบัน ไม่สามารถแก้ปัญหาของพระสกิทาคามีได้
พระสกิทาคามี ไม่สามารถแก้ปัญหาของพระอนาคามีได้
พระอนาคามี ไม่สามารถแก้ปัญหาของพระอรหันต์ได้
แม้พระอรหันต์ ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาของพระอัครสาวกได้
ซ้ายขวา คือ พระสารีบุตร กัยพระโมคคัลลานะ ได้
แม้พระสารีบุตร กับ พระโมคคัลลานะก็ไม่สามารถแก้ปัญหาของพระพุทธเจ้าได้ นั้นเป็นขั้น ๆ เลย
คือตามภูมนี้มีอยู่นธรรม เพราะมันเป็นเคล็ดอยู่นี่ ถามได้จิตไม่ผ่าน จิตไม่รู้ มันตอบไม่ได้ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติจึงมีความจำเป็นกับครูกับอาจารย์มากมาย มันเป็นช้างประจำควาญกันอยู่จะว่ายังไง สอนผิดนิดหนึ่งไม่ได้ มันเป็นการประกาศภูมิของผู้สอนให้เห็นให้รู้นี่ สอนผิดนิดหนึ่งก็แสดงว่าผู้นั้นไม่รู้นี่ สอนสุ่มเดามาได้หรือ หือ ภูมิขนาดนี้ยังมาสอนเราได้ นั้นมันรู้แล้วนะ
นี่ธรรมปฏิบัติขั้นละเอียดขึ้นไปเท่าใดแล้ว ผู้สอนต้องเป็นผู้รู้เหนือผู้ได้รับการอบรมมันถึงจะยอมรับกันได้ ถ้าผู้สอนความรู้ต่ำกว่าผู้มาอบรมนี้มันสอนไม่ได้ ทางภาคปฏิบัติมันเฉพาะจริง ๆ นี่ ตอบผิดนิดหนึ่งไม่ได้ ผู้ปฏิบัติรู้ผ่านไปแล้วนี่มันจะผิดได้อย่างไง พอพูดมาปั๊บ ใส่ปั๊บเดียวเท่านั้น นั่นก็ผ่านไปแล้ว รู้นี่ปั๊บ ๆ เลยเชียวไม่มีเคลื่อนคลาด ภูมิปฏิบัติมันภูมิจำเพาะ จะเอาภูมิปริยัติกว้าง ๆ มาพูดนี้ มันก็เหมือนกับทุ่มยาลงทั้งตู้ใส่คนไข้ตาย แทนที่จะหายโรคเลยตาย ทุ่มไปทั้งตู้ยาได้ยังไง ภูมิปฏิบัติเป็นอย่างนั้น พูดขึ้นแง่ไหนมันรู้หมดนี่ เพราะมันผ่านมาแล้วทั้งนั้น

 



ย้อนกลับ...
หน้าต่อไป...

( จำนวนคนอ่าน 2174 คน )
-= เพื่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพุทธบูชา :: วศิน เตยะธิติ พ.ศ. ๒๕๔๙-๕๐ =-